หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดูพระ  (อ่าน 150156 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #45 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2011, 12:24:34 AM »


'พระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ ๖ ชั้นอกตัน'

ดูรูปใหญ่คลิกที่ภาพ


สำหรับ “พระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ ๖ ชั้นอกตัน” จัดเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ ๗ ชั้น” ซึ่งตามหนังสือ “พระพุทธรูปสำคัญ” ที่ กรมศิลปากร บันทึกไว้ได้ระบุว่า “การสร้างพระหลวงพ่อโตที่ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระราชทานพระนามใหม่หลังโปรดเกล้าฯ ให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ทำการบูรณะวัดไชโยวรวิหารพร้อมทำการสร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ หลังจากพังทลายลงว่าพระมหาพุทธพิมพ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิมีขนาดหน้าตักกว้าง ๘ วา ๖ นิ้ว หรือ ๑๖.๑๓ เมตร ส่วนความสูง ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้ว หรือ ๒๒.๖๕ เมตร”

ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่โตมากองค์หนึ่งในสมัยนั้น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้วัดไชโยวรวิหารจึงนิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” และในช่วงที่ “หลวงพ่อโต” พังทลายลงเมื่อคราวที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ไปทำการบูรณะวัดไชโยฯ ก็ได้พบว่ามี “พระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ ๖ ชั้นอกตัน” ถูกบรรจุไว้ภายในองค์หลวงพ่อโตที่พังทลายลงด้วย โดยจุดสังเกตของ “พิมพ์ ๖ ชั้นอกตัน” มีดังนี้

๑. “เส้นกรอบกระจก” หากสังเกตให้ดีจะพบว่าด้านขวาขององค์พระ จะสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย ส่วน “เส้นซุ้ม” ด้านบนมีลักษณะโค้งได้รูปสวยงามเหมือนพิมพ์ ๗ ชั้น

๒. “พระเกศ” (ผม) แตกต่างไปจากพิมพ์ ๗ ชั้น คือลักษณะเป็นรูปทรงกรวยเรียวเล็กจรดเส้นซุ้มขณะที่ “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะเป็นรูปไข่

๓. “พระกรรณ” (หู) ลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ที่แนบชิดกับพระพักตร์ทั้งสองข้างส่วน “เส้นพระศอ” (เส้นคอ) มีขนาดเดียวกันกับพระเกศ

๔. “พระพาหา” (แขนช่วงบนถึงข้อ ศอก) ทั้งสองข้างกางออกก่อนหักมุมตรง “พระกัปปะระ” (ศอก) เพื่อให้ “พระพาหุ” (แขนช่วงล่างถึงข้อมือ) ประสานกันในท่าประทับนั่งสมาธิราบ และช่องว่างของแขนด้านขวาองค์พระ จะกว้างกว่าด้านซ้ายอย่างเห็นได้ชัด

๕. “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะคล้ายรูปเรือที่หากสังเกตแล้วจะพบว่า “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายองค์พระจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อย

๖. “เส้นฐาน” มีทั้งหมด ๖ ชั้น และแต่ละชั้นค่อนข้างอวบส่วนปลายแหลมทั้งสองข้าง อีกทั้งช่องว่างระหว่างฐานสม่ำเสมอสวยงาม ส่วนเส้นฐานชั้นล่างสุดยาวเกือบจรดเส้นซุ้ม.

'พุทธธัสสะ'

ทีมา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #46 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2011, 05:46:52 AM »


พระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์เจ็ดชั้นอกตลอด



“พระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์เจ็ดชั้นอกตลอด” ก็เป็น “พระสมเด็จ” อีกพิมพ์ที่สร้างด้วย เนื้อผงผสมปูนขาว และมี “กรอบกระจก” เป็นเอกลักษณ์ที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” สร้างขึ้น ณ วัดระฆัง จำนวนมากถึง ๘๔,๐๐๐องค์ เพื่อนำไปบรรจุไว้ในองค์ “พระมหาพุทธพิมพ์” หรือที่ชาวบ้านใน ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง เรียกว่า “หลวงพ่อโต” เนื่องจากในช่วงปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ (ประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐-๒๔๐๕) “สมเด็จโต” ได้ไปทำการก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึง โยมมารดา ของท่านที่ล่วงลับไปแล้วและเป็น “พุทธบูชา” พร้อมสืบทอดอายุ “พระพุทธศาสนา”
เนื่องจากโยมมารดาเคยพาท่านมาพำนักอยู่ ณ ตำบลไชโย แห่งนี้เมื่อสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กและได้มาเริ่มนั่ง ณ ตำบลไชโย ส่วนการก่อสร้างใช้วิธีก่ออิฐถือปูนที่มีความใหญ่โตมากชาวบ้านจึงเรียก “หลวงพ่อโต” ไปตามขนาดขององค์พระซึ่งต่อมาอีกประมาณสิบปี “หลวงพ่อโต” ได้พังทะลายลงจึงพบว่าภายในองค์หลวงพ่อโตมี “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” บรรจุอยู่และในจำนวน ๘๔,๐๐๐องค์ นั้นมี “พิมพ์หกชั้นอกตลอด” นี้รวมอยู่ด้วยจึงทำให้นักสะสมพระเครื่องในยุคต่อมาให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์เจ็ดชั้น” และ “พิมพ์หกชั้นอกตัน” ที่ปัจจุบันในองค์ที่สวยและสมบูรณ์ไม่หักไม่อุดและไม่ซ่อม วงการนักสะสมจะเช่าหาในราคานับแสนและมีทีท่าจะสูงขึ้นอีก เพราะองค์ที่สวยและสมบูรณ์นั้นผู้ที่มีวาสนาได้ครอบครอง ล้วนมีความหวงแหนจึงทำให้หายากขึ้นส่วนจุดสังเกตมีดังนี้
 
๑.“เส้นกรอบกระจก” มุมบนด้านซ้ายองค์พระมีเส้นแหลมยื่นออกนอกกรอบกระจก ในแนวเฉียงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทุกองค์ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพิมพ์นี้ส่วน “เส้นซุ้มครอบแก้ว” ด้านบนโค้งมนได้รูปสวยงามเฉกเช่นพิมพ์อื่นๆ ทุกประการ
 
๒.“พระเกศ” (ผม) เป็นเส้นเล็กมีทั้งเป็นเส้นตรงและเอียงขึ้นไปจรดเส้นซุ้มครอบแก้ว “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะรูปไข่ค่อนข้างเล็กส่วน “พระกรรณ” (หู) ลักษณะเป็นเส้นแฉกที่ยื่นออกจาก “พระปราง” (แก้ม) ทั้งสองข้างในแนวเฉียงโดย “พระกรรณ” ด้านล่างซ้ายองค์พระจะต่ำกว่าด้านขวาเล็กน้อยและมี “เส้นขีด” ในแนวขวางตรงโคนพระกรรณด้านล่างขวาองค์พระ
 
๓.“พระศอ” (คอ) ลักษณะใหญ่กว่าพระเกศเท่านตัวซึ่งผิดกับ “พิมพ์หกชั้นอกตัน” ที่พระศอจะเล็กกว่าพระเกศขณะที่ “พระอังสา” (ไหล่) เป็นเส้นตรงส่วน “พระอุระ” (อก) ลักษณะเป็นเส้นคู่ตั้งแต่เส้นพระอังสาจึงทำให้เกิดเป็นร่องลงไปถึง “พระอุทร” (ท้อง) จึงเป็นที่มาของคำว่า “พิมพ์อกตลอด”
 
๔.“พระพาหา” (แขนตั้งแต่ไหล่ถึงข้อศอก) ลักษณะกางออกแล้วหักมุนตรง “พระกัปปะระ” (ศอก) เพื่อประ สานกันส่วน “พระเพลา” ลักษณะคล้าย “พิมพ์หกชั้นอกตัน” เพียงแต่บริเวณด้านล่าง “พระหัตถ์” (มือ) ที่ประสานกันในท่าสมาธิราบจะมีตุ่มนูนเล็กน้อย
 
๕.“ฐาน” มีหกชั้นโดยชั้นที่หนึ่ง (ล่างสุด) ยาวกว่าทุกชั้นลักษณะเป็นเส้นอวบตรงกลางแล้วเรียวเล็กลง จึงทำให้ปลายฐานทั้งสองข้างมีลักษณะแหลมอ่อนพริ้ว
   

พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #47 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2011, 02:03:15 AM »


พระปิดตาหลวง พ่อแก้ววัดเครือวัลย์



ผ่านไปแล้วสามพิมพ์สำหรับการชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” อีกหนึ่งยอดพระตระกูล “พระสมเด็จ” ที่รังสรรค์ขึ้นด้วย เนื้องผงขาว  โดย “สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี” ผู้ได้ชื่อเป็น “สุดยอดเกจิอาจารย์” แห่ง “กรุงรัตนโกสินทร์” ที่ประกอบด้วย “พิมพ์เจ็ดชั้น-พิมพ์หกชั้นอกตัน-พิมพ์หกชั้นอกตลอด” ซึ่งถือเป็นพิมพ์ที่ได้รับ ความนิยมมากสุด ในขบวนพระสมเด็จตระกูล “วัดเกศไชโย” ที่มีมากมายหลายพิมพ์

ส่วนพิมพ์อื่น ๆ นั้นเนื่องจากในอดีตนักสะสมพระเครื่อง รุ่นเก่า นอกจากไม่ให้การขานรับว่าเป็นพระสมเด็จที่สร้างโดย “สมเด็จโต” แล้วยังให้ความสำคัญเป็นเพียงแค่ “พระนอกพิมพ์” ที่คนรุ่นต่อ ๆ มาเรียกว่า “พิมพ์ตลก” ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงขอผ่านไม่นำมาชี้จุดสังเกตแม้ว่าปัจจุบันวงการนักสะสม ส่วนใหญ่ จะ ยอมรับ กันแล้วก็ตามแต่ “ค่านิยม” ยังต่ำกว่าทั้งสามพิมพ์ดังกล่าวข้างต้นดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำ คติความเชื่อ ของคนรุ่นเก่ามาเป็นบรรทัดฐานในการ “ชี้จุดสังเกต” ตรงที่ว่าพระเครื่องตระกูลใดหรือพิมพ์ไหนหากคนรุ่นเก่า ไม่ขานรับ ที่นี่ก็จะขอ ผ่านเลยไป เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ไม่สับสนนั่นเอง
 
และเมื่อขอผ่านเลยไปแล้วจึงขอนำ “สุดยอดพระปิดตา” ที่นักสะสมทุกรุ่นและทุกระดับรู้จักกันดีคือ “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” มาทำการชี้จุดสังเกตเป็นลำดับต่อไปเนื่องจากเป็นพระปิดตา “ยอดนิยมอันดับหนึ่ง” ที่ปัจจุบันค่านิยมสูงมากชนิดราคาการซื้อขายเทียบชั้น “พระสมเด็จวัดระฆัง” กันแล้วเพราะเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้เอง นายตำรวจ ผู้หนึ่งได้ทำการบูชา “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์ใหญ่หลังแบบ” ซึ่งเป็นองค์ที่สภาพสวยระดับ “แชมป์” จากเซียนใหญ่ด้วยวงเงินที่สูงถึง “๑๘ ล้านบาท” กันเลยทีเดียวจึงเป็นเครื่องชี้ชัดได้ว่าองค์ใดที่สวยสมบูรณ์และมีสภาพระดับ “แชมป์” ค่านิยมจะสูงมากและสูงชนิดหายใจรดต้นคอ “พระสมเด็จวัดระฆัง” กันเลยซึ่งก่อนจะทำการชี้จุดสังเกตผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่าน มาทำความรู้จักกับผู้สร้างแต่เพียงย่อ ๆ ก่อนเพราะท่านก็คือ “หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี” เพื่อทุกท่านจะได้ทราบชัดว่าเหตุใด “พระปิดตา” ที่ท่านสร้างจึงได้รับค่านิยมสูงมากนั่นเอง
 
ตามบันทึกของ “ประชุม กาญจนวัฒน์” นักสะสมรุ่นเก่าที่จัดเป็น “ต้นแบบ” ของการจัดทำ “หนังสือภาพพระเครื่อง” ในเมืองไทยได้บันทึกไว้ว่า “...หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ และมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ขณะอายุ ๘๕ ปี บวชเป็นสามเณรเพื่อร่ำเรียน
 
หนังสือที่ “วัดปากทะเล” ซึ่งเป็นหมู่บ้านหนึ่งใน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เนื่องจากพื้นเพเดิมของท่านเป็นคนที่นั่น ต่อมาหลังจากเป็นพระภิกษุแล้วจึงได้ธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี และระหว่างจำวัดที่นั่นท่านได้ทำการสร้างวัดและเสนาสนะต่าง ๆ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่าการสัญจรไปมาก็ค่อนข้างลำบาก จึงต้องอาศัยศรัทธาชาวบ้านมาช่วยสร้างวัดด้วยการเริ่มสร้าง พระปิดตาด้วยเนื้อผงคลุกรักเพื่อสมนาคุณชาวบ้าน ที่มาช่วยสร้างวัดเพราะสมัยนั้นการสร้างวัดจะต้องทำการตัดไม้ซุง แล้วลำเลียงมาที่วัดเพื่อแปรรูปเป็นต้นเสาและไม้กระดาน สำหรับสร้างกุฏิหรือเสนาสนะต่าง ๆ จึงต้องใช้แรงงานคนมาก ซึ่งสมัยนั้นชาวบ้านผู้ใด
 
ไปทำการลำเลียงซุงมาที่วัด ก็จะได้พระปิดตาจากหลวงพ่อแก้วเป็นของแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้พระปิดตาบางรุ่นชาวบ้านเรียกว่า รุ่นแลกซุง ซึ่งต่อมาผู้ที่ได้พระปิดตาไปบูชาก็จะนำพกพาติดตัว ปรากฏว่าได้สร้างเหตุอัศจรรย์ต่อผู้พกพาพระอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเมตตามหานิยมและโชคลาภปรากฏให้ประจักษ์ มากกว่าเรื่องอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้พระปิดตาของท่านจึงได้ชื่อเป็น ยอดพระแห่งการบันดาลโชคลาภและเมตตามหานิยม ตั้งแต่นั้นมาพระปิดตาของท่านจึงได้รับความนิยมเรื่อยมา ยิ่งในยุคปัจจุบันนอกจากมีการซื้อขายกันสูงมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนหากสภาพดีสวยและสมบูรณ์ ต้องใช้เงินหลักล้านไปแลกเปลี่ยนจึงมีสิทธิได้ครอบครอง เนื่องจากผู้ที่มีก็มักจะหวงจึงทำให้พระปิดตาของท่าน ในองค์ที่เป็นของแท้และสวยสมบูรณ์หายากขึ้นทุกวัน”.

 
'พุทธธัสสะ'
ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #48 เมื่อ: กันยายน 03, 2011, 12:34:52 AM »


2-8-54
 
พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว 'วัดเครือวัลย์พิมพ์ใหญ่ หลังแบบ'



“พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์ใหญ่หลังแบบเนื้อผงคลุกรัก” ที่สร้างขึ้นโดย “หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” ยอดเกจิอาจารย์แห่ง จ.ชลบุรี ถือเป็น สุดยอดพระปิดตา ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขบวน “พระปิดตา” จาก ทุกสำนัก และ ทุกพิมพ์ พร้อม ทุกเนื้อ เนื่องจากปัจจุบัน “พิมพ์ใหญ่หลังแบบ” หากมีสภาพสวยและสมบูรณ์แล้วราคาค่านิยมก็ต้องว่ากันตั้งแต่ ๑๐ ล้านบาท เป็นต้นไปทั้งนี้คงเป็นเพราะนอกจากมีอายุการสร้าง นับร้อยปี แล้วบรรดานักนิยมพระเครื่องรุ่นเก่าเล่ากันว่ามีพุทธคุณโดดเด่นด้าน เมตตามหานิยม พร้อมบันดาล โชคลาภ ให้กับผู้ที่บูชาเป็นประจำ

ด้วยเหตุนี้นักนิยมพระเครื่องจึงพยายามเสาะหามาบูชาทั้งที่ทราบว่า “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว” ที่ถือกำเนิดจาก “วัด เครือวัลย์” สุดหายากแต่ก็ยังพยายามเสาะหากันเสมอมาจึงทำให้มีการสร้าง ของเทียมเลียนแบบ ออกมาหลอกขายกับผู้ที่ไม่ถ่องแท้มากมายหลาย

ฝีมือ และการสร้างของเทียมเลียนแบบนี้ก็มีการสร้างกันมานานแล้วจึงขอเตือนหาก ไม่ชำนาญ กับการดูพระปิดตาตระกูลนี้แล้วอย่าผลีผลามหรือให้ ความโลภ เข้ามาบดบังตาเพราะการสร้างของเทียมเลียนแบบพระเครื่อง แต่ละสกุลผู้สร้างแต่ละคนแต่ละกลุ่มย่อมหาวิธีสร้างเพื่อให้ เหมือนจริงที่สุด เพราะทำให้ ซื้อง่ายขายคล่อง นั่นเองฉะนั้นจะเสาะหามาบูชาจึงต้องระวังให้มากเข้าไว้ ส่วนการชี้จุดสังเกตของพิมพ์ใหญ่หลังแบบมีดังนี้ (องค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตจัดเป็นองค์ที่สวยสมบูรณ์มากที่สุดองค์หนึ่ง แต่เดิมมีการปิดทองที่บางส่วนได้หลุดลอกออกไปตามกาลเวลา จึงเห็นเนื้อในออกสีเทาดำที่เรียกว่าเนื้อกะลา และแตกลายงาแผ่ว ๆ อย่างชัดเจน)

๑.“พระเศียร” (ศีรษะ) ลักษณะกลมและไม่ปรากฏ “พระพักตร์” (หน้า) เนื่องจากมี “พระหัตถ์” (มือ) ทั้งสองข้างยกขึ้นปิดพระพักตร์ไว้โดยพระหัตถ์จะไม่ปรากฏ “พระองคุลี” (นิ้วมือ) เช่นกัน

๒.“พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างยาวจรด “พระอังสา” (ไหล่) โดยพระกรรณขวาจะใหญ่กว่าพระกรรณซ้ายเล็กน้อยส่วน “พระอังสา” (ไหล่) ด้านขวาองค์พระลักษณะยกสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย

๓. “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้างกางออกด้านข้างอวบหนาส่วน “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ทั้งสองข้างที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์เล็กกว่าพระพาหาและ “พระอุทร” (ท้อง) นูนป่องเล็กน้อย
 
๔. “พระกัปประ” (ศอก) ทั้งสองข้างโค้งมนและ “ร่องพระพาหา” (ร่องแขน) ด้านซ้ายต่ำกว่าด้านขวาเล็กน้อยส่วน “พระเพลา” (ตัก) ด้านขวาใหญ่กว่าด้านซ้ายเล็กน้อยแต่ปลายเรียวเล็กยาวจรดพระเพลาซ้าย
 
๕. ตรงบริเวณพระกัปปะระด้านขวาต่อเนื่องถึงพระเพลาด้านขวา ปรากฏเส้นพิมพ์แตกคล้ายเส้นน้ำตกและบริเวณกลางพระเพลาด้านซ้าย ลักษณะเป็นร่องที่เข้าใจว่าช่างแกะแม่พิมพ์เจตนาแกะขึ้นเพื่อแบ่งแยก “พระชงฆ์” (แข้ง) กับ “พระบาท” (เท้า) ให้ชัดเจน

๖.ด้านหลังองค์พระลักษณะเป็น “หลังแบบ” จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์.


'พุทธธัสสะ'
ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #49 เมื่อ: กันยายน 10, 2011, 08:08:14 AM »

10-9-54
พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์ใหญ่หลังยันต์



“พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์ใหญ่หลังยันต์” เป็นอีกพิมพ์ที่บรรดานักสะสมให้ความนิยมเช่นกันกับ “พิมพ์ใหญ่หลังแบบ” และ “พิมพ์ใหญ่หลังเรียบ” ประกอบกับเป็นพิมพ์ที่พบเห็นได้น้อยมากชนิดผู้เขียนระบุได้ว่า นักสะสมรุ่นใหม่ไม่เคยได้เห็นเลยก็มีไม่น้อยวันนี้จึงขอนำ “พิมพ์ใหญ่หลังยันต์” มาชี้จุดสังเกตเพราะเป็นพิมพ์ที่พบเห็นน้อยประกอบกับพุทธลักษณะโดยรวมของ “พิมพ์ใหญ่หลังเรียบ” ด้านหน้าจะเหมือนกันกับ “พิมพ์ใหญ่หลังแบบ” ทุกประการชนิดเรียกได้ว่าเป็น “พิมพ์เดียวกัน” จะมีแตกต่างกันเฉพาะ “ด้านหลัง” เท่านั้นคือ “พิมพ์ใหญ่หลังเรียบ” ด้านหลังจะ “เรียบ” ไม่เป็น “หลังแบบ” หรือ “หลังยันต์” นั่นเอง

ส่วนทางด้าน “เนื้อ” ที่นำมาสร้างนั้นก็เป็น “เนื้อผงคลุกรัก” เช่นกันอีกด้วยและหลังจากสร้างและปลุกเสกเสร็จแล้ว “หลวงพ่อแก้ว” ก็จะแจกให้กับผู้ที่มาช่วยท่านสร้างวัดรวมทั้งผู้บริจาคทรัพย์ซึ่งสมัยนั้นบริจาคแค่ บาทสองบาท ก็จะได้พระปิดตาซึ่งผิดกับปัจจุบันหากใครคิดจะหามาบูชา หากเป็นองค์ที่สภาพสวยสมบูรณ์ผ่านการสัมผัสน้อยแล้วก็จะต้องใช้เงิน “หลักล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองด้วยเหตุนี้จึงมี “ของปลอม” ออกมาอาละวาดหลายฝีมือฉะนั้นจะเสาะหาผู้เขียนขอเตือนว่า “รู้ไม่จริง” อย่าผลีผลามเป็นอันขาดเนื่องจาก “ของปลอม” มีมาหลายสิบปีแล้วชนิดปัจจุบันของปลอมที่ว่าหลาย ๆ องค์ มีอายุมากกว่านักสะสมรุ่นใหม่ก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงต้องระวังให้มากเข้าไว้ส่วนจุดสังเกตของ “พิมพ์ใหญ่หลังยันต์” มีดังนี้

๑.    “พระเศียร” (ศีรษะ) ลักษณะกลมนูนหนาและไม่ปรากฏ “พระพักตร์” (หน้า) เนื่องจากมี “พระหัตถ์” (มือ) ทั้งสองข้างยกขึ้นปิดพระพักตร์ไว้และพระหัตถ์ก็ไม่ปรากฏ “พระองคุลี” (นิ้วมือ)

๒.    “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างอยู่ห่างจากพระพักตร์เล็กน้อยและมีลักษณะเรียวยาวจด “พระอังสา” (ไหล่) ที่ยกสูงเสมอกันทั้งสองข้าง

๓.    “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้างลักษณะอวบหนากางออกด้านข้างเล็กน้อยและ “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์จะปรากฏร่องพระพาหาค่อนข้างลึก

๔.    “พระกัปประ” (ศอก) ทั้งสองข้างที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์ลักษณะโค้งมน และด้านซ้ายจะยาวกว่าด้านขวาเล็กน้อยส่วน “พระอุทร” (ท้อง) ลักษณะนูนหนาเป็นรูปสามเหลี่ยม

๕.    “พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบด้านขวาลักษณะเป็นลำยาวโค้งนูนหนา ส่วนด้านซ้ายเล็กกว่าและยาวเหยียดตรง โดยปรากฏร่องลึกระหว่างพระเพลาทั้งสองข้าง

๖.    “ด้านหลัง” เป็นยันต์แบบปั๊มประทับไว้ตรงกลางองค์พระอันเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์หลังยันต์”.

พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #50 เมื่อ: กันยายน 17, 2011, 10:35:24 AM »


'พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว' วัดเครือวัลย์พิมพ์กลางหลังแบบ



“พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์กลางหลังแบบ” จัดเป็นพระปิดตาจากสำนัก “วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี” อีกพิมพ์ที่สร้างด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” เช่นกันแล้วยังได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่หลังแบบ-พิมพ์ใหญ่หลังยันต์-พิมพ์ใหญ่หลังเรียบ” เนื่องเพราะมีขนาดที่ เล็กกว่า รวมทั้งพิมพ์ทรงก็งดงามอลังการเป็นรอง “พิมพ์ใหญ่” เล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นชั่วโมงนี้ (พ.ศ.๒๕๕๔) หากคิดจะเสาะหามาบูชาในองค์ที่สภาพสวยสมบูรณ์แล้วก็ต้องใช้เงิน “หลักล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองเช่นกันส่วนทางด้านพิมพ์ก็มีแบบเดียวกันกับ “พิมพ์ใหญ่” คือมีสามพิมพ์ด้วยกันคือ “พิมพ์กลางหลังแบบ-พิมพ์กลางหลังยันต์-พิมพ์กลางหลังเรียบ”

นอกจากนี้ ด้านหน้า ของ “พิมพ์กลางหลังแบบ” และ “พิมพ์กลางหลังเรียบ” ส่วนใหญ่แล้วพุทธลักษณะจะคล้ายกัน จะมีแตกต่างกันบ้างก็เป็นบางองค์ ส่วนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ด้านหลัง ที่สามารถแบ่งออกเป็นสามพิมพ์เฉกเช่น “พิมพ์ใหญ่” โดยวันนี้ผู้เขียนขอนำ “พิมพ์กลางหลังแบบ” มาชี้จุดสังเกตเป็นประเดิมโดยนำองค์ของ “คุณวิชัย รักศรีอักษร” ที่สภาพอยู่ในระดับสวยสมบูรณ์อีกองค์มาชี้จุดสังเกตที่มีดังนี้

๑.“พิมพ์กลาง” จะต้องมี “เส้นศิระมณฑล” หรือบางเซียนเรียกว่า “เส้นรัศมี” และบางทีซียนบางคนจะเรียกว่า “เส้นซาวด์อะเบาต์” (หูฟัง) ที่เกิดจากการแกะแม่พิมพ์ทำให้ “พระเศียรด้านบน” (ศีรษะด้านบน) เป็นร่องยาวโค้งตามรูปศีรษะที่คล้ายกับคนสวมซาวด์อะเบาต์

๒.และจากที่พระเศียรด้านบนเป็นร่องยาวโค้ง จึงทำให้พระเศียรมีลักษณะกลมต้อและไม่ปรากฏ “พระพักตร์” (หน้า) เนื่องจากมี “พระหัตถ์” (มือ) ทั้งสองข้างยก
ขึ้นปิดพระพักตร์และพระหัตถ์ก็ไม่ปรากฏ “พระองคุลี” (นิ้วมือ)

๓.“พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างห่างจากพระพักตร์เล็กน้อย ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาวแนวเฉียงจรด “พระอังสา” (ไหล่) ที่ยกสูงเสมอกันทั้งสองข้าง     

๔.“พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้างลักษณะอวบหนากางออกด้านข้างเล็กน้อยส่วน “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์ลักษณะอวบหนาและปรากฏร่องที่ลึกชัด

๕.“พระกัปประ” (ศอก) ทั้งสองข้างลักษณะโค้งมนได้รูปสวยงามและ “พระอุทร” (ท้อง) ลักษณะกลมนูนแต่พองามและเป็นรูปสามเหลี่ยม

๖.“พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบ ด้านขวาลักษณะเป็นลำนูนหนากว่าด้านซ้าย และปรากฏร่องที่ลึกคมชัดอยู่ระหว่างกลางพระเพลาในแนวเฉียงขึ้น

๗.ด้านหลัง ลักษณะเป็นร่องโดยใช้แม่พิมพ์มาประทับไว้จึงเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์หลังแบบ”.

พุทธธัสสะ

ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #51 เมื่อ: กันยายน 24, 2011, 01:07:35 AM »


พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์กลางหลังยันต์



“พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์กลางหลังยันต์” เป็นอีก “พระปิดตา” ที่สร้างด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” ของสำนัก “วัดเครือวัลย์” ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกันกับ “พิมพ์หลังแบบ” และ “พิมพ์หลังเรียบ” เพียงแต่จำนวนการสร้างน้อยกว่าจึงพบเห็นได้ยากยิ่ง ประกอบกับผู้ที่มีครอบครองล้วนหวงมากเพราะถือเป็นวัตถุมงคลในรูปแบบ “พระปิดตา” ที่นอกจาก “หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” สร้างไว้น้อยกว่าพิมพ์อื่น ๆ แล้วยังทำการปลุกเสกเองและที่ด้านหลังองค์พระ ยังมียันต์ประทับไว้อีกด้วยจึงทำให้นักสะสมยุคเก่าเชื่อว่า เพิ่มความเข้มขลังมากขึ้นกว่าพิมพ์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ใครมีก็จะหวงเพื่อเก็บไว้บูชาเอง

ทางด้านพุทธลักษณะของ “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์กลาง” เอกลักษณ์ที่ต้องจดจำไว้ให้ดีก็คือ “ของแท้” ทั้ง “พิมพ์หลังแบบ” และ “พิมพ์หลังเรียบ” รวมทั้ง “พิมพ์หลังยันต์” จะต้องปรากฏมี “เส้นศิระมณฑล” (เส้นรัศมีหรือเส้นซาวด์อะเบาต์) ทุกองค์หากไปเจอองค์ที่ไม่ปรากฏเส้นดังกล่าวแม้ เนื้อใช่ รวมทั้ง พิมพ์เหมือน ผู้เขียนขอเรียนด้วยความเคารพว่า “อย่าไปแตะต้อง” เพราะเป็น “ของเทียมเลียนแบบ” ที่นักสร้างพระปลอม “ไม่หวั่นบาป” สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกขายกับ ผู้ไม่ถ่องแท้ นั่นเองส่วนการชี้จุดสังเกตมีดังนี้

๑.    จะต้องปรากฏ “เส้นศิระมณฑล” (เส้นรัศมีหรือเส้นซาวด์อะเบาต์) รอบ “พระเศียร” (ศีรษะ) ทุกองค์และทุกพิมพ์

๒.    “พระเศียร” (ศีรษะ) ลักษณะกลมมนและไม่ปรากฏ “พระพักตร์” (หน้า) “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) เนื่องจาก “พระหัตถ์” (มือ) ทั้งสองข้างที่ไม่ปรากฏ “พระองคุลี” (นิ้วมือ) ยกขึ้นปิดพระพักตร์ไว้

๓.    “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างห่างจากพระพักตร์เล็กน้อยลักษณะเป็นเส้นเรียวยาวแนวเฉียงจด “พระอังสา” (ไหล่) ที่ยกสูงเสมอกันทั้งสองข้าง

๔. “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้างลักษณะอวบหนากางออกด้านข้างเล็กน้อยส่วน “พระ พาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ลักษณะอวบหนาเช่นกันยกขึ้นปิดพระพักตร์จะปรากฏร่องแขนชัดเจน

๕. “พระกัปประ” (ศอก) ทั้งสองข้างโค้งมนได้รูปขณะที่ “พระอุทร” (ท้อง) ปรากฏเนื้อนูนลักษณะกลมชัดเจน

๖. “พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบเป็นลำนูนหนาทั้งสองข้าง และปรากฏร่องเป็นแนวเฉียงที่ลึกคมชัดระหว่างกลางของพระเพลา

๗. ด้านหลังปรากฏ “อักขระยันต์” โดยการใช้แม่พิมพ์กดประทับจึงลึกคมชัดสม่ำเสมอ ที่ดูแล้วเข้มขลังอลังการดี (ไม่ใช่แบบจารด้วยลายมือ) จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ “หลังยันต์”.

พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #52 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2011, 12:42:36 PM »


พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พิมพ์เล็กหลังเรียบ



สำหรับ “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์เล็ก” เป็นพระปิดตาอีกพิมพ์ที่ “หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” สร้างสรรค์ขึ้นด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” เฉกเช่น “พิมพ์ใหญ่” และ “พิมพ์กลาง” เพื่อแจกแก่ญาติโยมที่ไปร่วมสร้างกุศลทั้งบริจาคทรัพย์ และใช้แรงกายช่วยสร้างวัดจึงได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่” และ “พิมพ์กลาง” ที่ในปัจจุบันหากจะเสาะหามาบูชาก็ขอเรียนว่าต้องใช้ “เงินล้าน” เช่นกัน ส่วนจะกี่ล้านก็ขึ้นอยู่กับสภาพขององค์พระว่า “สวยและสมบูรณ์” ระดับใด หากถึงขั้น “แชมป์” แล้วก็ต้องใช้เงินหลายล้านเนื่องจากเป็นอีกพิมพ์ที่หายาก ทั้งนี้คงเป็นเพราะสร้างไว้น้อยนั่นเอง
 
ทางด้านแบบพิมพ์ของ “พระปิดตาวัดเครือวัลย์พิมพ์เล็ก” ก็มีการจัดสร้างขึ้นทั้งหมด “สามพิมพ์” เฉกเช่น “พิมพ์ใหญ่” และ “พิมพ์กลาง” คือมีทั้งพิมพ์ “หลังเรียบ-หลังแบบ” และพิมพ์ “หลังยันต์” ซึ่งวันนี้ผู้เขียนขอนำ “พิมพ์หลังเรียบ” มาชี้จุดสังเกตก่อนพิมพ์อื่นเนื่องจากพิมพ์เล็กทั้งสามพิมพ์นี้มี ข้อแตกต่าง กันพอสมควรโดยองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้จัดเป็นองค์ที่สวยสมบูรณ์ มากที่สุด องค์หนึ่งในวงการเนื่องจากการตัดขอบพระได้รูปสวยงามรวมทั้ง “คราบรัก” ที่ทาทับองค์พระแม้จะหลุดลอกไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีร่องรอยของคราบรักหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้างโดยจุดสังเกตมีดังนี้
 
๑.ปรากฏ “เส้นศิระมณฑล” หรือ “เส้นรัศมี” หรือ “เส้นซาวด์อะเบ้าท์” เฉกเช่น “พิมพ์กลาง” ทุกองค์อันเกิดจากการแกะแม่พิมพ์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
๒.“พระกรรณ” (หู) จะชิดกับ “พระพักตร์” (หน้า) ที่มองดูแล้วคล้ายกับเป็นเนื้อเดียวกันจึงทำให้ “พระพักตร์” มีลักษณะกลมแบนใหญ่
 
๓.“พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะนูนหนาไม่ปรากฏ “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) เนื่องจากมี “พระหัตถ์” (มือ) ที่ไม่ปรากฏ “พระองคุลี” (นิ้วมือ) ยกขึ้นปิดพระพักตร์ไว้
 
๔.“พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้างอวบหนาและทิ้งดิ่งลง ส่วน “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) ที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์ลักษณะอวบหนาเช่นกันแต่เล็กกว่าพระพาหาอีกทั้ง “ข้อพระหัตถ์”  (ข้อมือ) ไม่ต่อเนื่องกับ “พระหัตถ์” (เป็นบางองค์) ที่มองดูแล้วจะคล้ายกับแขนด้วน
 
๕. “พระกัปประ” (ศอก) ทั้งสองข้างโค้งมนยาวเกือบจรด “พระเพลา” (ตักหรือขา) ขณะที่ “พระอุทร” (ท้อง) ลักษณะนูนแต่พองามลักษณะรูปสามเหลี่ยม
 
๖. “พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบลักษณะเป็นแท่งนูนหนา และปรากฏร่องเรียวยาวอยู่ตรงกลางเฉียงลงด้านขวาองค์พระเล็กน้อย ซึ่งเป็นการแบ่งแยกพระเพลาซ้ายออกจากพระเพลาขวานั่นเอง
 
๗. ด้านหลังเรียบ จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ “หลังเรียบ”. 
   

'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #53 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2011, 01:04:58 AM »

พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์เนื้อชินตะกั่ว



ผ่านไปอีกหนึ่งพิมพ์สำหรับการชี้จุดสังเกต “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์พิมพ์เล็ก” ที่สร้างด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” ซึ่งมีด้วยกันสามพิมพ์คือ “พิมพ์เล็กหลังเรียบ-พิมพ์เล็กหลังแบบ” และ “พิมพ์เล็กหลังยันต์” เฉกเช่น “พิมพ์ใหญ่” และ “พิมพ์กลาง” ทุกประการและพุทธลักษณะของพิมพ์เล็กนี้ “ด้านหน้า” ส่วนใหญ่จะคล้ายกันจะแตกต่างกันเฉพาะ “ด้านหลัง” ผู้เขียนจึงขอข้ามการชี้จุดสังเกตของ “พิมพ์หลังแบบ” และ “พิมพ์หลังยันต์” ด้วยเหตุผลข้างต้นคือเมื่อด้านหน้า “คล้ายกัน” หากนำมาชี้จุดสังเกตก็จะเป็นการจำเจซ้ำซากจึงขอให้ผู้สนใจ ที่จะทำการสะสมให้สังเกตเฉพาะด้านหลังก็เพียงพอ เนื่องจากคุณค่าราคาก็ไม่แตกต่างกันเลย อยู่ที่สภาพความสมบูรณ์ขององค์พระเป็นหลักใหญ่ ประกอบกับพิมพ์เล็กนี้เป็นพิมพ์ที่หาได้ยาก หากไม่เจอโดยบังเอิญแล้วผู้เขียนขอแนะนำ อย่าเสาะหา เพราะปัจจุบัน “ของเก๊” มีมากกว่า “ของจริง” นั่นเอง

วันนี้ผู้เขียนจึงขอข้ามมาชี้จุดสังเกต “เนื้อชินตะกั่ว” เพราะเป็น “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” อีกเนื้อที่นักสะสมนิยมเช่นกันเพียงแต่ค่านิยมต่ำกว่า “เนื้อผงคลุกรัก” รวมทั้งการพิจารณาก็ไม่ยุ่งยากเพราะมีเพียงสองแบบคือ “หลังยันต์” และ “หลังเรียบ” ส่วนด้านหน้าเป็น “พิมพ์เดียวกัน” โดยหลังยันต์เป็นการจารด้วย “ลายมือ” ฉะนั้นจะนำลายมือการจารอักขระยันต์มาเป็น ข้อพิจารณา ก็ไม่ได้เนื่องจากการจารด้วยลายมือไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว คือวันนี้จารอักขระยันต์เป็นอักขระอีกตัว แต่วันพรุ่งนี้มีการจารอักขระยันต์เป็นอีกตัวอื่นก็มีไม่น้อยและประการสำคัญ “แม่พิมพ์” เป็นบล็อกคนละตัวกับ “เนื้อผงคลุกรักหรือไม่” ส่วนจุดสังเกตมีดังนี้

๑.    “เส้นศิระมณฑล” หรือ “เส้นรัศมี” หรือ “เส้นซาวด์อะเบ้าท์” ต้องมีทุกองค์เหมือน “พิมพ์กลาง” และ “พิมพ์เล็ก” หากไปเจอองค์ที่ไม่มีเส้นดังกล่าวแล้ว ขอแนะอย่าไปแตะต้องเพราะนั่นคือ “พระเก๊” ที่พวกไม่กลัวบาปสร้างขึ้นเพื่อนำมาหลอกขายแก่ผู้ที่ไม่ถ่องแท้

๒.    “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะกลมนูนแต่พองามโดยไม่ปรากฏ “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) เนื่องจากมีการยก “พระหัตถ์” (มือ) ทั้งสองข้างประกบกันจึงปรากฏร่องตรงกลาง ที่มีลักษณะคล้ายกับตัวอักษร “ก.ไก่” เส้นหนาใหญ่ขึ้นปิดพระพักตร์ไว้

๓. “พระกรรณ” (หู) แบนใหญ่คล้ายกับหูบายศรียาวจด “พระอังสา” (ไหล่) ที่ด้านขวาองค์พระยกสูงกว่าด้านซ้ายอย่างเห็นได้ชัดและ “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) เป็นลำนูนหนาและโค้งแต่พองามส่วน “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ศอกถึงข้อมือ) ที่ยกขึ้นปิดหน้าเป็นลำนูนยาวและเล็กกว่าพระพาหา

๔. “พระอุทร” (ท้อง) กลมนูนอันเกิดจากมีการเซาะร่องแบ่งแยกระหว่าง “พระพาหุ” กับ “พระอุทร” ออกจากกันจึงทำให้พระอุทรนูนเด่นชัด

๕. “พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดเพชรมีการแบ่งแยกระหว่างเท้าซ้าย กับเท้าขวาออกจากกันอย่างชัดเจนจึงทำให้ “พระชานุ” (เข่า) ทั้งสองข้างนูนหนาใหญ่จดขอบองค์พระส่วน “พระชงฆ์” (แข้ง) นูนเรียวยาวและปรากฏ “ข้อพระบาท” (ข้อเท้า) ข้างขวาชัดเจน

๖. “พิมพ์หลังยันต์” จะปรากฏ “อักขระยันต์” ที่จารด้วยลายมือส่วน “พิมพ์หลังเรียบ” จะไม่ปรากฏอักขระยันต์ใด ๆ
.

พุทธธัสสะ

ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #54 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 03:47:52 PM »


'พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์



ผ่านไปอีกเนื้อการชี้จุดสังเกต “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์เนื้อตะกั่ว” ที่วงการนักสะสมยอมรับว่ามีจริงแต่ค่านิยมจะต่ำกว่า “เนื้อผงคลุกรัก” หลายเท่าตัว วันนี้จึงขอนำ “พิมพ์ปั้นลอยองค์” ที่สร้างด้วย “เนื้อผงคลุกรัก” มาชี้จุดสังเกตสืบต่อเพราะได้รับความนิยมเช่นกันแม้ว่า “พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์” ยังมีอีกหลายพิมพ์แต่ที่ผู้เขียนไม่นำเสนออย่างเช่น “พิมพ์บายศรี” (สร้างขึ้นพิเศษเพื่อนำไปติดกับยอดบายศรีในพิธีปลุกเสก) และ “พิมพ์สองหน้า” เนื่องจากทั้งสองพิมพ์พบเห็นยาก จึงขอผ่านการชี้จุดสังเกตไปเลย ทั้งนี้เพราะการจะสะสม “พระตระกูลใด” ตามความชอบของแต่ละคนขอแนะนำควรสะสมเฉพาะ “พิมพ์” หรือ “รุ่น” รวมทั้ง “เนื้อ” ที่นักสะสมส่วนใหญ่ให้ความนิยมดีที่สุด

เพราะหากสะสมแบบ เหวี่ยงแห หรือสะสมแบบ “แท้สนามเดียว” โอกาสที่จะ ผิดพลาด มีมากเนื่องจาก “นักขายพระเครื่อง” สมัยนี้ส่วนใหญ่ ขาดสำนึกที่ดี อีกทั้งแต่ละคนมุ่ง กอบโกย เมื่อไม่มี “พระแท้” ก็หา “พระเก๊ฝีมือจัด” มาขายแทนและเมื่อขายแล้วจะ “ไม่รับผิดชอบ” อีกด้วยทั้งนี้ก็เพราะ “สังคมไทย” ในปัจจุบันให้ค่านิยม “เงินตราเป็นพระเจ้า”  ใครก็ตามแม้จะผ่านการเป็น “โจร” หรือ “นักค้ายาเสพติด” รวมทั้งเป็น “นักโกง” และ “นักเบี้ยวหนี้” มาก่อนหากมีเงินก็จะมีคน นับหน้าถือตา ออกมาเดินในสังคมอย่าง “ไร้ยางอาย” ซึ่งคนประเภทนี้มีมากเสียด้วยเกริ่นมายาวยืดก็เพื่อเตือน “ผู้ซื้อ” ตรองให้ดีเพราะการซื้อพระใช้ “เงินแท้” ฉะนั้นพระที่ได้มาก็ควรจะ “แท้” ด้วยเช่นกันบรรทัดนี้ขอหันมาชี้จุดสังเกตกันเลยโดยขอเรียนว่าการชี้จุดสังเกต “พิมพ์ปั้นลอยองค์” จะนำเป็นการชี้ จุดเป็นจุดตาย ไม่ได้เนื่องจากพระพิมพ์นี้เป็นการปั้นขึ้น “ทีละองค์” ที่ฝรั่งเรียกว่า “แฮนด์เมค” ดังนั้นแต่ละองค์จึงผิดแผกแตกต่างกันไป ส่วนการแยกแยะว่า “แท้หรือเก๊” จึงต้องอาศัยการดู “เนื้อ” และฝีมือ “การปั้นพระ” เป็นหลักสากลดังนี้


๑.“พระเศียร” (ศีรษะ) ส่วนใหญ่กลมมนได้รูปสวยงามและไม่ปรากฏ “พระพักตร์” (หน้า) ตลอดทั้ง “พระเนตร” (ตา) “พระกรรณ” (หู) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) เนื่องจากมีการยก “พระหัตถ์” (ฝ่ามือ) ทั้งสองข้างขึ้นปิดพระพักตร์

๒.“พระหัตถ์” (ฝ่ามือ) ทั้งสองข้างที่ยกขึ้นปิดพระพักตร์ปรากฏ “พระองค์คุลี” (นิ้วมือ) อย่างเห็นได้ชัด (บางองค์ที่ไม่ปรากฏพระองค์คุลีก็มีเช่นกัน) และปรากฏร่องที่มีทั้งลึกและไม่ลึกตรงกลาง เป็นการแบ่งแยกพระหัตถ์ซ้ายขวาออกจากกัน

๓. “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ลักษณะอวบหนามีทั้งกางออกด้านข้างมากและกางออกน้อยส่วน “พระพาหุ” (แขนตั้งแต่ข้อศอกถึงข้อมือ) เป็นลำนูนกลม “พระอุทร” (ท้อง) ลักษณะนูนหนาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมมีทั้งกว้างและแคบ (อยู่ที่ฝีมือการปั้นของช่างแต่ละคน) และปรากฏร่องคมยาวระหว่างพระพาหุกับพระอุทร เพื่อแบ่งแยกพระอุทรกับพระพาหุออกจากกัน

๔. “พระเพลา” (ตักหรือขา) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบลักษณะเป็นลำนูนหนายาวกว่า “ลำพระองค์” (ลำตัว) ส่วน “พระชานุ” (เข่า) ทั้งสองข้างลักษณะกลมมนและปรากฏร่องลึกตรงกลางพระเพลา เพื่อแบ่งแยกพระเพลาซ้ายขวาออกจากกัน

๕.ด้านหลังพิมพ์ปั้นลอยองค์ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกลมมนและปรากฏร่องคมช่วง “พระศอ” (คอ) และ “พระพาหา” (แขนตั้งแต่หัวไหล่ถึงข้อศอก) ทั้งสองข้าง.

'พุทธธัสสะ'
..
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #55 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2011, 12:12:36 PM »


'พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน' 'วัดบางคลานพิมพ์นิยม' (พิมพ์ชายติด)



ผ่านไปแล้วการชี้จุดสังเกต “พระปิดตาเนื้อผง” ที่วงการนักสะสมทุกระดับยกย่องให้เป็น “พระปิดตายอดนิยมอันดับหนึ่ง” จึงมีราคาค่านิยมมหาศาลวันนี้ผู้เขียนจึงขอนำ “พระรูปหล่อโบราณ” ที่วงการนักสะสมทุกระดับยกย่องให้เป็น “พระรูปหล่อยอดนิยมอันดับหนึ่ง” เช่นกันคือ “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์นิยม” ซึ่งนอกจากมีราคาค่านิยมมหาศาลแล้วยังเป็นสุดยอด “พระรูปหล่อโบราณ” ที่สร้างและปลุกเสกโดย “หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ” อดีตเจ้าอาวาส “วัดบางคลาน” แห่ง บ้านบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร นั่นเอง
 
ส่วนเหตุใดวงการนักสะสมจึงยกย่องให้เป็น “อันดับหนึ่ง” ของพระประเภท “รูปหล่อโบราณ” ที่สร้างด้วยเนื้อ “ทองผสม” ก็เพราะ “หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ” นับเป็นศิษย์ผู้น้องของยอดเกจิอาจารย์แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็คือ “สมเด็จโต พรหมรังสี” เพราะ “หลวงพ่อเงิน” ร่ำเรียนพระธรรมวินัยและด้านวิปัสสนากรรมฐานจาก “วัดตองปุ” ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดชนะสงคราม” เนื่องจากบวชเป็น “สามเณร” อยู่ที่นั่นแต่พออายุ ครบบวช เป็นพระภิกษุก็สึกออกมาเป็นฆราวาสพร้อมกลับไปยังบ้านเกิดที่ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร อยู่ระยะหนึ่งก็เกิดเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาสจึงกลับไปบวชเป็น พระภิกษุ กระทั่ง โยมปู่ ชราภาพมากแล้ว “หลวงพ่อเงิน” จึงกลับไปบ้านเกิดพร้อมทำการสร้าง “วัดบางคลาน” (เดิมชื่อวัดวังตะโก) ระหว่างนี้จึงสร้างวัตถุมงคลไว้มากมายหลายชนิดและที่ได้รับความนิยมมากสุดก็คือ “พระรูปหล่อพิมพ์นิยม” ที่มีด้วยกันสองแม่พิมพ์ (สองบล็อก) คือ “พิมพ์มีมือรองนั่ง” หรือ “พิมพ์ชายติด” และ “พิมพ์ไม่มีมือรองนั่ง” หรือ “พิมพ์ชายห่าง” ซึ่งวันนี้ขอนำ “พิมพ์มีมือรองนั่ง” มาทำการชี้จุดสังเกตก่อนดังนี้ (องค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ถือได้ว่าเป็นองค์ที่สมบูรณ์มากองค์หนึ่งซึ่งเป็นสมบัติของ พยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระฯ)

๑.“ศีรษะ” ดูจากด้านหลังมีลักษณะคล้ายกับบาตรพระทรงคว่ำ ส่วน “ใบหู” ทั้งสองข้างหนาใหญ่ยาวจดไหล่ “เปลือกตา” ทั้งสองข้างคล้ายหมวกแก๊ปและนูนชัด “ใต้เปลือกตา” ทั้งสองข้างเว้าลึกเข้าไปภายในโดย เปลือกตาด้านขวา จะสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย
 
๒.“จมูก” ลักษณะใหญ่และโด่งนูนชัด ส่วน “โหนกแก้ม” ทั้งสองข้างนูนสูง “ปาก” ลักษณะคล้ายกับเผยอเล็ก ๆ (ในลักษณะแย้มยิ้ม) และริมฝีปากล่างจะใหญ่กว่าริมฝีปากบน
 
๓.“แขนขวา” เป็นลำนูนเด่นกางออกเล็กน้อย “ไหล่ด้านซ้าย” ปรากฏ ผ้าสังฆาฏิ นูนหนาใหญ่คลุมทับยาวไปถึงฝ่ามือซ้ายในลักษณะบิดเฉียงเล็กน้อย “ปลายสังฆาฏิ” เล็กกว่าด้านบนอย่างเห็นได้ชัดและตรงด้านซ้ายเป็นมุมแบบข้าวหลามตัด แขนซ้ายปรากฏผ้าจีวรพลิ้วเป็นคลื่นสวยงามและ “ชายจีวร” เส้นล่างสุดติดกันเป็นปื้น (ที่มาของชื่อพิมพ์ชายติด) และอกด้านขวาปรากฏผ้าจีวรเป็นเส้นโค้งเข้าไปในซอกแขนได้รูปสวยงาม
 
๔. “มือขวา” ปรากฏเฉพาะ “หัวแม่มือ” นูนหนาเป็นเส้นตรงโดยไม่ปรากฏนิ้วชี้ ส่วน “มือซ้าย” ปรากฏนิ้วชี้ชัดเจนและหัวแม่มือใหญ่กว่า
 นิ้วชี้ (ที่มาของชื่อพิมพ์มีมือรองนั่ง) และหัวแม่มือทั้งสองข้างที่ประสานกันจะไม่บรรจบกัน จึงเกิดเป็นช่องว่างแต่ก็มีเส้นขีด
 เล็ก ๆ เชื่อมต่อกัน

๕. “ตักขวา” ปรากฏ ชายจีวร สองเส้นตรงบริเวณหน้าแข้งในลักษณะเฉียงเช่นกันกับ “ตักซ้าย” ก็ปรากฏชายจีวรลักษณะเฉียงสามเส้น
 
๖. “ฐาน” ส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะเป็นฐานที่บางกว่า “พิมพ์ขี้ตา” และประการสำคัญที่จะต้องจดจำคือ “พิมพ์นิยม” ทุกองค์จะไม่ปรากฏ “รอยตะเข็บข้าง”.

 
'พุทธธัสสะ'
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 29, 2011, 12:18:11 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #56 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2011, 12:19:42 AM »


'พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน''วัดบางคลานพิมพ์นิยม (พิมพ์ชายห่าง)



ผ่านไปการชี้จุดสังเกต “พระรูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์นิยมบล็อกมีมือรองนั่ง” หรือที่บางเซียนเรียกว่า “พิมพ์ชายติด” วันนี้จึงถึงคิวของบล็อก “ไม่มีมือรองนั่ง” หรือพิมพ์ “ชายห่าง” ที่วงการนักสะสมทุกระดับยกย่องให้เป็น “พระรูปหล่อยอดนิยมอันดับหนึ่ง” เช่นกันและหากมีคำถามว่าทั้งสองพิมพ์นี้ พิมพ์ใด เป็นพิมพ์ยอดนิยมหรือราคาแพงกว่าผู้เขียนก็ตอบได้ว่า “เท่าเทียมกัน” ทุกประการขึ้นอยู่กับสภาพ “สมบูรณ์มาก” (งามมาก) หรือ “สมบูรณ์น้อย” (งามน้อย) เท่านั้น     

และก่อนจะชี้จุดสังเกตของพิมพ์ “ไม่มีมือรองนั่ง” (ชายห่าง) ขอเรียนก่อนว่าลักษณะขององค์พระ ส่วนใหญ่ จะเหมือนกันเพราะการทำบล็อก (แม่พิมพ์) เพื่อหล่อพระแบบโบราณนั้นทำจาก องค์ต้นแบบเดียวกัน เพียงแต่มีการนำมาตกแต่งให้ดูสวยงามและอลังการขึ้นเช่นมีการ ลบตะเข็บข้างออก พร้อมตกแต่งบางจุดให้ดูสวยงามขึ้นจึงทำให้บางจุดมี ข้อแตกต่างกัน แต่ก็แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยคือ เนื้อ เป็นเนื้อเดียวกันคือ “ทองผสม” ส่วนวิธีการ เทหล่อ ก็น่าจะเทหล่อในวันเดียวกันหรือหากไม่ใช่วันเดียวกันแล้ว ก็น่าจะใช้ระยะเวลาที่ไล่เลี่ยด้วยเหตุนี้ผิวองค์พระตลอดทั้งเนื้อในจึง ไม่แตกต่างกันเลย จะแตกต่างกันบ้างก็เพราะเกิดจากการ เก็บรักษา และเพื่อไม่ให้เสียเวลาขอชี้จุดสังเกตกันเลยดังนี้ (องค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้จัดได้ว่าเป็นองค์ที่สวยสมบูรณ์มากอีกองค์ และผู้ที่เป็นเจ้าของก็คือ พิศาล เตชะวิภาค อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระ)

๑. “ศีรษะ” ดูจากด้านหลังมีลักษณะคล้ายกับบาตรพระทรงคว่ำส่วน “ใบหู” ทั้งสองข้างใหญ่หนายาวจดไหล่ “เปลือกตา” ส่วนใหญ่นูนหนาคล้ายหมวกแก๊ปและข้างขวาอยู่สูงกว่าข้างซ้าย “ใต้เปลือกตา” ทั้งสองข้างเว้าลึกเข้าไปภายใน
 
๒.“จมูก” ลักษณะใหญ่และโด่งนูน “โหนกแก้ม” ทั้งสองข้างนูนสูง “ปาก” ลักษณะคล้ายกับเผยอเล็ก ๆ (ในลักษณะแย้มยิ้ม) และริมฝีปากล่างจะหนากว่าริมฝีปากบน
 
๓.“แขนขวา” เป็นลำนูนกางออกเล็กน้อย “ไหล่ด้านซ้าย” ปรากฏ ผ้าสังฆาฏิ นูนหนาใหญ่คลุมทับยาวไปถึงฝ่ามือซ้ายในลักษณะบิดเฉียงเล็กน้อย “ปลายสังฆาฏิ” เล็กกว่าด้านบนและด้านซ้ายเป็นมุมข้าวหลามตัด แขนซ้ายปรากฏผ้าจีวรพลิ้วเป็นคลื่นสวยงาม “ชายจีวร” เส้นล่างสุดเป็นเส้นแยกที่เห็นได้ชัด (ที่มาของชื่อพิมพ์ชายห่าง) และอกด้านขวาปรากฏจีวรเป็นเส้นโค้งเข้าไปในซอกแขน
 
๔. “มือขวา” ปรากฏเฉพาะ “หัวแม่มือ” นูนหนาเป็นเส้นตรงโดยไม่ปรากฏนิ้วชี้ ส่วน “มือซ้าย” ปรากฏนิ้วชี้แต่เพียงแผ่ว ๆ (ที่มาของชื่อพิมพ์ไม่มีมือรองนั่ง) และหัวแม่มือทั้งสองข้างที่ประสานกันจะไม่บรรจบกัน จึงเกิดเป็นช่องว่างแต่ก็มีเส้นขีดเล็กๆเชื่อมต่อกัน
 
๕. “ตักขวา” ปรากฏ ชายจีวร สองเส้นตรงบริเวณแข้งในลักษณะเฉียงเล็ก ๆ เช่นกันกับ “ตักซ้าย” ก็ปรากฏชายจีวรลักษณะเฉียงสามเส้น และบริเวณซอกขาขวาที่ทับขาซ้ายจะปรากฏ “เนื้อเกิน” เป็นรูปตาคน บรรดาเซียนจึงเรียกว่า “ตาพระอินทร์” (พิมพ์มีมือรองนั่งไม่มีจุดนี้)

๖. “ฐาน” ส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะเป็นฐานที่บางกว่า “พิมพ์ขี้ตา” และประการสำคัญที่จะต้องจดจำคือ “พิมพ์นิยม” ทุกองค์ทุกบล็อก (พิมพ์) จะไม่ปรากฏ “รอยตะเข็บข้าง”.

 
'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #57 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2011, 12:44:06 PM »


พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานพิมพ์ขี้ตา ๓ ชาย



สำหรับ “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” เฉพาะ “พิมพ์ขี้ตา” นี้มีทั้งหมด ๔ พิมพ์ ด้วยกันคือ “พิมพ์ขี้ตา ๓ ชาย-พิมพ์ขี้ตา ๔ ชายเล็ก พิมพ์ขี้ตา ๔ ชายใหญ่” และ “พิมพ์ ๕ ชาย” ซึ่งส่วนใหญ่ของรูปทรงองค์พระจะ “คล้ายกัน” โดยมีข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปจนแบ่งออกเป็น ๔ พิมพ์ ซึ่งผู้เขียนก็จะทำการชี้จุดสังเกตเพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถนำไปเรียนรู้เป็นพื้นฐานเนื่องจากคุณค่าของ “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” ไม่ว่าจะเป็น “พิมพ์นิยม” หรือ “พิมพ์ขี้ตา” หากอยู่ในสภาพสวยและสมบูรณ์เดิม ๆ พร้อมผ่านการสัมผัสน้อยแล้วราคาก็ต้องใช้ “เงินล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครอง
 
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดขบวนการ “ปลอมแปลง” เพื่อนำมาขายกับผู้ที่ไม่ถ่อง แท้ซึ่งก็มีการ “โดน” กันมามากแล้วผู้เขียนจึงขอเตือนจะหาของ “ราคาแพง” มาเป็นสมบัติก็ควรจะได้ “ของแท้” เพราะหากถึงคราวขัดสนก็สามารถนำเปลี่ยนเป็นเงินได้แต่หากเป็น “ของปลอม” แล้วอย่าว่าแต่ขายเลย ให้ฟรี ก็ไม่มีใครต้องการฉะนั้นจะบูชาพระราคาแพงก็ควรบูชาเฉพาะองค์ที่ “แท้ทุกสนาม” ไม่ใช่ “แท้แค่สนามเดียว” แล้วจะไม่ผิดหวังและบรรทัดต่อไปขอนำท่านผู้อ่านพบกับการชี้จุดสังเกต “พิมพ์ขี้ตา ๓ ชาย” กันเลย
 
๑.“ศีรษะ” ลักษณะคล้ายกับ “บาตรคว่ำ” เฉกเช่นพิมพ์อื่น ๆ ส่วน “ใบหู” หนาใหญ่เห็นเด่นชัดทุกองค์ “ตา” ด้านขวาสูงกว่าด้านซ้ายและที่ “หัวมุมใต้ตาซ้าย” มีเนื้อเกินเป็นตุ่มเล็กที่คล้ายกับขี้ตาจึงเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ขี้ตา”
 
๒.“จมูก” บานใหญ่โด่งนูน “ปาก” ลักษณะคล้าย “พระจันทร์เสี้ยว” โดยริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบนและ “เส้นสังฆาฏิ” โค้งนูนไม่แบนราบและตรงปลายเล็กกว่าด้านบน
 
๓.“เส้นจีวรด้านขวา” จะแทงตรง (ไม่โค้ง) ลงยังท้องแขนขวาเป็นมุม ๔๕ องศา โดย “เส้นล่างสุด” เป็นเส้นหนาใหญ่อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของ “พิมพ์ ๓ ชาย” ส่วน “เส้นจีวรขวา” ลักษณะเป็นเส้นพลิ้วและคว่ำลง
 
๔. “ฝ่ามือ” ทั้งสองข้างที่ประสานกันในท่านั่งสมาธิคอดตรงกลางเล็กน้อยส่วน “ตักขวา” ที่ทับขาซ้ายมีเส้นชายจีวรสองเส้นในแนวเฉียงเล็ก ๆ และ “ตักซ้าย” มีเส้นชายจีวรสามเส้นในแนวเฉียงเช่นกัน
 
๕. “ฐาน” ของพิมพ์ขี้ตาทุกพิมพ์จะหนากว่า “พิมพ์นิยม” และข้อที่พึงจดจำคือ “ขอบข้าง” จะมีตะเข็บทุกองค์และ “ใต้ฐาน” ก็จะไม่ปรากฏรอยก้านชนวน.


'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #58 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2011, 05:36:13 AM »


“พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน” “วัดบางคลานพิมพ์สี่ชายใหญ่”



ผ่านไปอีกหนึ่งพิมพ์การชี้จุดสังเกต “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์ขี้ตาสามชาย” วันนี้จึงขอชี้จุดสังเกตพิมพ์ “ขี้ตาสี่ชาย” เป็นลำดับต่อไปแต่เนื่องจากพิมพ์ “ขี้ตาสี่ชาย” นี้มีด้วยกันสองแม่พิมพ์ (บล็อก) คือ “สี่ชายใหญ่” (บางเซียนเรียกพิมพ์ขี้ตาสี่ชายบล็อกจีวรยาว) กับ “สี่ชายเล็ก” (บางเซียนเรียกพิมพ์ขี้ตาสี่ชายบล็อกจีวรสั้น) ซึ่งลักษณะองค์พระโดยรวมแล้วจะคล้ายกันมากทีเดียว หากไม่สังเกตให้ถี่ถ้วนจะมองดูว่าเป็นพิมพ์เดียวกันไป ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจึงต้องขอทำความเข้าใจกับผู้สนใจที่จะศึกษา เนื่องจากชื่อพิมพ์เหมือนกันก็จริงแต่การปั้นหุ่นเพื่อทำแม่พิมพ์ยังมีข้อ “แตกต่าง” กันอยู่บ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อยหากไม่ช่างสังเกตจริง ๆ แล้วก็ยากที่จะแยกแยะได้เช่นกัน
     
สำหรับค่านิยมของ “พิมพ์สี่ชายใหญ่” และ “พิมพ์สี่ชายเล็ก” ก็ขึ้นอยู่กับสภาพองค์พระว่า “สวยสมบูรณ์” มากหรือน้อย หาก สวยสมบูรณ์มาก ค่านิยมก็จะสูงมากเป็นเงาตามตัวเฉกเช่นพิมพ์อื่น ๆ เพราะโลหะที่นำมาหล่อนั้นเป็นโลหะชนิดเดียวกันคือ “ทองผสม” นั่นเอง โดยจุดสังเกตดังต่อไปนี้
 
๑.    “ศีรษะ” ลักษณะคล้ายกับ “บาตรคว่ำ” อย่างพิมพ์อื่น ๆ เช่นกัน “ใบหู” หนาใหญ่เห็นชัดทั้งสองข้าง “ตา” ด้านขวาเป็นเม็ดกลมใหญ่ขณะที่ “ใต้หัวตาซ้าย” มีเนื้อเกินเป็นตุ่มคล้ายขี้ตาจึงเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ขี้ตา”
 
๒. “แก้ม” ด้านขวามีตำหนิซึ่งเป็นตำหนิในพิมพ์ทุกองค์ (ที่ควรจดจำให้แม่น) “จมูก” บานใหญ่โด่งนูน “ปาก” คล้าย “พระจันทร์เสี้ยว” และริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบน
 
๓. “เส้นสังฆาฏิ” โค้งนูนหนาและมี “รู” อยู่ด้านบนและด้านล่างอย่างละรูซึ่งเป็น “ตำหนิในพิมพ์” จึงต้องจดจำให้แม่นเช่นกัน
 
๔. “ริ้วจีวรด้านขวา” จะมีความโค้งขนานกับท้องแขนขวามากกว่า “พิมพ์สี่ชายเล็ก” และริ้วจีวรเส้นล่างสุดจะยาวกว่า “พิมพ์สี่ชายเล็ก” (ที่มาของการเรียกบล็อกจีวรยาว) ส่วน “ริ้วจีวรซ้าย” ลักษณะเป็นเส้นพลิ้วคว่ำลง
 
๕. “ฝ่ามือ” ทั้งสองข้างที่ประสานกันในท่านั่งสมาธิคอดตรงกลางเล็กน้อย ส่วน “ตักขวา” ที่ทับขาซ้ายมีเส้นชายจีวรสองเส้นในแนวเฉียงเล็ก ๆ และ “ตักซ้าย” มีเส้นชายจีวรสามเส้นในแนวเฉียงเช่นกัน
 
๖. “ฐาน” ของพิมพ์ขี้ตาทุกพิมพ์จะหนากว่า “พิมพ์นิยม” และข้อที่พึงจดจำคือ “ด้านข้างองค์พระ” จะมีตะเข็บทุกองค์ และ “ใต้ฐาน” ก็จะไม่ปรากฏรอยก้านชนวน.


พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24990


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #59 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2011, 09:30:35 AM »


'พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน' 'วัดบางคลาน พิมพ์ขี้ตาห้าชาย'



ถือเป็นพิมพ์สุดท้ายของ “พิมพ์ขี้ตา” ในตระกูล “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน” แห่ง วัดบางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งเป็นพระประเภท หล่อโบราณ ด้วยโลหะ ทองผสม ที่ได้รับความนิยม อันดับหนึ่ง ทำให้มีคุณค่าราคาที่สุดแพง ซึ่งปัจจุบันจะเสาะหามาบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลสักองค์ก็ต้องใช้เงิน “หลายล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองทั้งนี้ก็เพราะนักสะสมทั่วไป ต่างเชื่อกันว่าพุทธคุณในองค์พระที่ปลุกเสกโดย “หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” นี้มีมากมายหลายประการทั้ง มหาอุด เมตตามหานิยม พร้อมบันดาล โชคลาภ ให้กับผู้ที่บูชาเป็นประจำมามากต่อมากแล้วนั่นเอง
 
ทางด้านค่านิยม “พิมพ์ขี้ตา” ที่แยกแยะออกได้หลายพิมพ์ (บล็อก) นั้น หากถามว่าพิมพ์ใดค่านิยมสูงสุด ผู้เขียนตอบได้ว่า “เท่าเทียมกัน” ส่วนราคาจะแพงมากหรือแพงน้อยก็ขึ้นอยู่กับ ความสมบูรณ์ ขององค์พระ ทั้งนี้ก็เพราะการหล่อพระด้วยโลหะในสมัยก่อน ยังไม่มีเทคนิคที่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นการหล่อพระ นอกจากจะทำได้ยุ่งยากแล้วเนื้อโลหะที่เทหล่อพระลงในเบ้า ส่วนมากติดไม่สม่ำเสมอคือบางองค์ติดเต็ม (มีน้อยมาก) บางองค์ติดบ้างไม่ติดบ้างรวมถึงเป็นหลุมเป็นบ่อ จึงทำให้พระขาดความสวยงามไป ส่วนจุดสังเกตของ “พิมพ์ขี้ตาห้าชาย” มีดังนี้

 
๑.“ศีรษะ” ลักษณะคล้าย “บาตรคว่ำ” เฉกเช่นพิมพ์ขี้ตาอื่น ๆ ส่วน “ใบหู” หนาใหญ่เห็นชัดทั้งสองข้าง “ตา” ด้านขวาเป็นเม็ดกลมใหญ่ขณะที่ “ใต้หัวตาซ้าย” มีเนื้อเกินเป็นตุ่มคล้ายขี้ตาจึงเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ขี้ตา”
 
๒.“จมูก” บานใหญ่โด่งนูน “ปาก” เป็นรูปคล้าย “พระจันทร์เสี้ยว” และริมฝีปากล่างหนากว่าริมฝีปากบน
 
๓.“เส้นสังฆาฏิ” ลักษณะเป็นเส้นโค้งนูนหนา ส่วน “เส้นจีวร” ด้านขวาที่โค้งแต่พองามมี ๕ เส้น ด้านซ้ายที่โค้งพองามเช่นกันมี ๓ เส้น และหงายขึ้น (ไม่คว่ำ) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ “พิมพ์ขี้ตาห้าชาย” จึงควรจดจำให้แม่น
 
๔. “ฝ่ามือ” ทั้งสองข้างที่ประสานกันในท่านั่งสมาธิคอดตรงกลางเล็กน้อยส่วน “ตักขวา” ที่ทับขาซ้ายมีเส้นชายจีวรสองเส้นในแนวเฉียงเล็กน้อยและ “ตักซ้าย” มีเส้นชายจีวรสามเส้นในแนวเฉียงเช่นกัน
 
๕. “ฐาน” ของพิมพ์ขี้ตาทุกพิมพ์จะหนากว่า “พิมพ์นิยม” และข้อที่พึงจดจำคือ “ด้านข้างองค์พระ” จะมีตะเข็บทุกองค์และ “ใต้ฐาน” ก็จะไม่ปรากฏรอยก้านชนวน
 
๖. ข้อสังเกตอันเป็นเอกลักษณ์ของ “พิมพ์ขี้ตาห้าชาย” อีกประการก็คือ “องค์พระ” มีขนาดที่อวบใหญ่กว่าพิมพ์ขี้ตาอื่นๆอีกด้วย.
   
 
'พุทธธัสสะ'

ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: