หน้า: [1] 2 3 ... 10
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระเครื่อง? ในคอ คนดัง  (อ่าน 351404 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:27:45 AM »

นักปั้นมือทอง 'อุ๊บ วิริยะ'



แขวนเดี่ยว 'พระผงสุพรรณ'

เป็นอีกหนึ่งคนดังด้านการสร้าง “ดิน” ให้เป็น “ดาว” นามกระฉ่อนที่มีทั้งเรื่อง “ดีและร้าย” ปะปนกันไปตามประสาของคนในวงการ “มายา” ที่ความหมายก็ระบุอยู่ในตัวของมันเองชัดเจนอยู่แล้วว่าคือวงการ “หลอกลวง” หรือวงการที่ “ไม่มีอะไรแน่นอน” นั่นเองโดยคนดังรายนี้ซึ่งก็คือ “อุ๊บ วิริยะ” ที่โด่งดังเพราะถนัดกับการสร้าง “หนุ่ม-สาว” หุ่นดีสรีระสวยให้ก้าวสู่วงการมายาสร้างชื่อสร้างเสียงโด่งดัง มาแล้วมากมายหลายสิบคนจนได้ฉายาที่คนในวงการเดียวกันอิจฉาคือ “นักปั้นมือทอง”
    
ซึ่งนอกจากมีวิถีชีวิตด้านการปั้น “ดินให้เป็นดาว” แล้ว “อุ๊บ วิริยะ” ยังมีพรสวรรค์ด้าน “คุยเก่ง” จนบางครั้งถูก  กล่าวหาว่าเป็นคน คุย “ตอแหล” ไปเลยก็มี นอกจากนี้ยังเก่งกับงานด้าน “เขียนหนัง สือ” ที่เรียกได้ว่าหลายครั้งที่จับปากกาเขียน “เรื่องราว” ของคนในวงการมายาซึ่งพอเขียนไปเขียนมาก็เลยตกเป็น “จำเลย” ก็หลายครั้งแล้วแต่ก็รอดจากการถูกฟ้องร้องได้ทุกที อีกทั้ง ระหว่างมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนในวงการเดียวกัน จึงถูกปองร้ายแต่ก็รอดพ้นจากการถูก “ตีกบาล” ก็หลายที ระยะหลังจึงหันมาลุยงานด้านปั้นหนุ่ม-สาว สู่วงการตามความถนัดด้วยการเปิด “โมเดลลิ่ง” เป็นของตัวเองเพื่อรับงานเดินแฟชั่นโชว์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นแมวมองหา คนมีแววก้าวสู่วงการ ซึ่งขณะนี้ มีหนุ่ม-สาว หน้าใหม่ไหลเข้าสังกัดกว่าร้อยคนแล้ว

    
ส่วนทางด้านการแขวนพระนั้น “อุ๊บ วิริยะ” แขวนเพียงองค์เดียว คือ“พระผงสุพรรณ” ตั้งแต่สมัยที่มีปัญหากับคนในวงการเดียวกันจนถึงขั้นถูกข่มขู่“ทำร้าย” พอผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือซึ่งไม่ใช่ใครคือ “คุณหมอสมหมาย ทองประเสริฐ” คุณหมอที่ทำการรักษาผู้ป่วยเป็น “โรคมะเร็ง” ด้วยสมุนไพรทราบเรื่องจึงมอบ “พระผงสุพรรณ” เป็นของขวัญวันเกิดไปด้วยในตัวพร้อมกำชับให้อาราธนาขึ้นแขวนคอจะป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ “อุ๊บ วิริยะ” จึงอาราธนาขึ้นแขวนคอเพราะเชื่อในสิ่งที่ “ผู้เคารพนับถือ” กำชับมา ประกอบกับโดยส่วนตัวแล้ว “อุ๊บ วิริยะ” ก็จะเข้าวัดฟังธรรมพร้อมสร้างบุญสร้างกุศลเสมอมา รวมทั้งเป็นผู้ที่ไม่ว่าจะจัดงานใหญ่หรืองานเล็กรวมทั้งวันคล้ายวันเกิด ก็จะนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กับหน่วยงานที่ช่วยเหลือ “สัตว์พิการ” หรือ “สัตว์จรจัด” แบบไม่เคยขาดจึงเชื่อว่า “พุทธคุณ” ในองค์พระเครื่องนั้น “มีจริง” และผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองก็จะต้องเป็นผู้ที่ประพฤติดีด้วย
    
ซึ่งการแขวนพระองค์นี้ “อุ๊บ วิริยะ” เผยว่าเริ่มแขวนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ปรากฏว่าหลังจากแขวนแล้วทำให้มีความรู้สึกอบอุ่น อีกทั้งเวลาเดินทางไกลด้วยรถยนต์ก็จะอาราธนา ขอพรจากท่านให้การเดินทางปลอดภัยจากอุบัติเหตุทั้งหลายทั้งปวง ปรากฏว่าสิ่งที่ขอล้วนได้ทุกครั้งรวมถึงช่วงที่มีปัญหากับคนวงการเดียวกันถึงขั้นถูกข่มขู่จะโดนทำร้าย “อุ๊บ วิริยะ” ก็จะทำการอาราธนาให้ท่านคุ้มครองปรากฏว่า “ภัย” ที่ถูกคุกคามไม่ปรากฏเลยและหลายครั้งที่ “ฝัน” ว่ามีคนมาเตือนให้ระวังตัวเนื่องจากมีคนจะมา “ปองร้าย” ช่วงนั้นก็จะระวังตัวโดยไปไหนมาไหนไม่ไปคนเดียว จึงรอดพ้นจากการถูกทำร้ายในลักษณะเหมือนมีอะไรมาบอกให้รู้ตัวก่อนเสมอ
    
ด้วยเหตุนี้จึงยึดมั่น “พระผงสุพรรณ” เนื่องจากเชื่อว่ามีพุทธคุณช่วยให้เรื่อง “ร้ายกลายเป็นดี” จึง “แขวนเดี่ยว” มาตราบทุกวันนี้ โดยนอกจากนำเป็นสิ่ง “ยึดเหนี่ยวจิตใจ” แล้วยังนำเป็น “เกราะป้องกันตัว” เพราะหากได้แขวนพระจะทำให้ จิตใจอบอุ่น และ มีสติ ทำอะไรก็ไม่ประมาทแต่ก่อนจะแขวนจะต้อง “ท่องคาถา” อาราธนาท่านด้วยเพราะพระเครื่องเป็น “ศาสตร์” แขนงหนึ่งที่ลึกลับและลึกล้ำ  จนยากที่จะอธิบายได้ว่า ดีแบบใด และ เด่นแบบไหน ต้องให้สัมผัสเองจึงจะเข้าใจจึงขอเตือนทุกคน ว่า “ศาสตร์แห่งพระเครื่อง” เป็นศาสตร์ที่ “ไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่” เพราะหากไม่มีจริงหรือไม่ดีจริงแล้ว  “บรรพบุรุษไทย” คงไม่สั่งสมมาให้พวกเรางมงาย  แน่นอน.


ภวันตุเม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2011, 09:28:34 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:29:48 AM »

เจาะใจเซียนใหญ่-เฮียหมาน 'สมาน คลองสาม'

ศรัทธา 'พระเบญจภาคี-หลวงปู่ภู-หลวงพ่อปาน'




ในแวดวงผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชา ใต้ฟ้าเมืองไทย ชื่อของหนุ่มใหญ่นาม“สมานคลองสาม” หรือ สมาน บุญเพ็ญ ในวันนี้ถูก  จัดอยู่ชั้นแนวหน้า ในฐานะ  “เซียนพระรุ่นใหญ่” และผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องตัวจริง เสียงจริง ทุกครั้งหากมีการประกวดพระเครื่อง พระสวย-พระแท้งานใหญ่ ๆ ทั่วประเทศไทย มักปรากฏชื่อเขาผู้นี้เป็นหนึ่งในกรรมการชุด “พระเนื้อผงยอดนิยม” ของสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทยด้วยเสมอ
    
“กว่า ๓๐ ปีมาแล้วนะ ที่ผมคร่ำหวอดและคลุกคลีอยู่ในวงการพระเครื่อง พระบูชาและวัตถุมงคล ผมเล่นพระเพราะใจรัก ชอบศึกษาศิลปะและเข้าใจถึงคุณค่าวัตถุโบราณอย่างลึกซึ้ง สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกไปจนชั่วลูกชั่วหลานของเรา” สมาน คลองสาม หรือ เฮียหมาน ของน้อง ๆ ในวงการพระเครื่องเปิดฉากการสนทนา
    
ก่อนรำลึกความหลังให้ฟังว่า เดิมทีผมเป็น  ช่างซ่อมรถยนต์ เปิดอู่เป็นกิจการของตัวเอง บังเอิญมี  พี่เขยชื่นชอบพระ จุดนี้เองเป็นแรงบันดาลใจให้หันมา  เป็นเซียนพระอย่างเต็มตัว และอาชีพการซื้อขายพระก็  สามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบาย แต่คุณจะต้องซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อวิชาชีพ มีจริยธรรม คุณธรรม ด้วยนะ หากทำได้ ความเชื่อถือและศรัทธาก็จะมาเอง ตรงนี้สำคัญมาก

    
“แรกเริ่มคุณอยากเป็นเซียนพระ อยากเก่งเรื่องพระ จะต้องค้นหาตัวเองให้เจอ อย่างผมสนใจพระเนื้อผงยอดนิยม ก็ศึกษาและค้นคว้ามานานพอสมควร จนดูเป็นหมดทุกอย่างนะ เช่น ชุดเบญจภาคี สมเด็จวัดระฆังทุกพิมพ์ สมเด็จบางขุนพรหมทุกพิมพ์ สมเด็จเกศไชโยทุกพิมพ์ พระวัดปากน้ำทุกรุ่นทุกพิมพ์ พระหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร ทุกรุ่นทุกพิมพ์ หลังจากชำนาญพระเนื้อผงทุกประเภทแล้ว ก็หันไปศึกษาพระเนื้อดินอย่าง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระกำแพงเนื้อดิน สุโขทัย พิษณุโลก สุพรรณบุรี พระกรุเมืองสรรค์ ชัยนาท ซึ่งหากพิจารณาให้ดี ๆ จะพบว่ามีแบบเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบแตกต่างกัน ล้วนเป็นความรู้ที่ศึกษาไม่มีวันจบสิ้น”
    
เมื่อถามถึงพระเครื่องที่รักและศรัทธาเป็นพิเศษ เฮียหมานใจ  เปิดรังหยิบออกมาโชว์ ล้วนเป็นสุดยอดพระเครื่องล้ำค่าของเมืองไทยทั้งสิ้น ก็มี สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ สมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่สีเขียวก้านมะลิปิดทองเก่า สมเด็จเกศไชโยพิมพ์ ๖ ชั้นอกตลอด พระผงของขวัญวัดปากน้ำรุ่น ๑ เคลือบเชลแล็ก และไม่เคลือบเชลแล็ก หลวงพ่อปานพิมพ์ขี่ ไก่หางพวงเนื้อดิน พระวัดพลับพิมพ์วันทาเสมา สมเด็จหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร พิมพ์ ๗ ชั้นหูติ่ง ทุกองค์สภาพสวยสมบูรณ์ และแท้ดูง่าย
    
เฮียหมาน ย้ำว่า “พระทั้งหมดนี้ผมศรัทธามาก เพราะมีส่วนสำคัญช่วยให้ชื่อเสียงของ สมาน คลองสาม เป็นที่รู้จักของทุกคนในวงการทุกวันนี้ เคล็ดลับส่วนตัวในการดูพระของผมคือ พระสึกหน้าดูหลัง สึกหลังดูข้าง หากสึกหมดดูเนื้อดูแร่ ต้องจำให้แม่น”
    
สมาน คลองสาม หรือ เฮียหมาน ยังฝากถึงนักนิยมพระรุ่นใหม่เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า การเล่นพระให้เป็น ถ้าอยากให้เก่งจริง ๆ นั้น ควรเริ่มศึกษาทีละอย่างทีละประเภท ค้นคว้าให้ถ่องแท้เชี่ยวชาญไปเลย แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสายหรือพัฒนาไปดูอย่างอื่น ถ้าเริ่มศึกษาพระเนื้อดิน พระกรุ ต้องรู้หมดว่ามีกี่กรุ กี่พิมพ์ เป็นแบบไหน พอชำนาญก็ขยับไป  พระเนื้อชิน และเนื้อผง ก็จะทำให้เก่งรอบด้าน อย่าเล่นแบบ  “จับฉ่าย” คือดูหมดส่องทุกอย่าง สุดท้ายจะไม่เก่งสักอย่างเดียว เสียเวลาเปล่า
    
“สิ่งสำคัญสำหรับเซียนพระรุ่นใหม่ ๆ หรือยุคหลัง ๆ ควรมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูรู้คุณ คนไหนเคยให้ความรู้ ให้วิชาและสอนคุณมา แค่ครั้งเดียวก็ถือได้ว่าเป็นอาจารย์แล้ว อย่าลืมบุญคุณอาจารย์ อย่าทะนงตนว่าข้าเก่งกว่าใคร ถ้าทำได้จะทำให้คุณเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างภาคภูมิใจ”.


ภมร  มานะพรชัย-ภาพ/หมู มหาเวทย์-รายงาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:35:43 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:32:07 AM »


นายกเทศมนตรีคลองหลวงปทุมธานี

แขวนเดี่ยว 'หลวงปู่ทวด' เพราะศรัทธา




เป็น “คนดัง” แห่งเมืองปทุมธานีที่ชาวบ้านย่าน อำเภอคลองหลวง รู้จักกันดีเพราะได้รับเลือกให้เป็น “นายกเทศมนตรีคลองหลวง” จังหวัดปทุม ธานีมาถึง ๔ สมัยสำหรับ “ประเสริฐ ค่ายทอง” ที่เพื่อน ๆ นิยมเรียกกันว่า “นายกวร” เนื่องจากเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและนิยมชมชอบช่วยเหลือเพื่อนพ้อง รวมทั้งพี่น้องเพื่อนฝูงมาตั้งแต่เด็กดังนั้นพอหันมาเล่นการเมืองระดับ “ท้องถิ่น” ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีคลองหลวง ติดต่อกัน ๔ สมัยจึงเป็นการการันตี ได้ว่าเป็น “คนดีจริง”
    
เพราะการได้รับเลือกเป็น “นายกเทศมนตรี” ถึง ๔ สมัยติดต่อกันไม่ใช่ใครก็ทำได้ง่าย ๆ ทุกประการต้องขึ้นอยู่กับ “ความนิยม” เป็นรากฐานหากมีเรื่องราวฉาวโฉ่หรือทุจริตคิดไม่ชอบกับ “หน้าที่การงาน” แล้วชาวบ้านย่านคลองหลวง คงไม่เลือกให้ทำหน้าที่บริหารเมืองคลองหลวงแน่นอนวันนี้จึงขอนำ “อะไรในคอ  นายกวร” มาเผยให้รู้ กันเนื่องจาก “นายกวร” ผู้นี้จัดเป็น “นักสะสม” ที่มี  “พระดี” อยู่ในความครอบครองมากมายหลายสิบตระกูล ทั้งนี้ก็เพราะพื้นเพเดิมของบรรพบุรุษเป็น “ชาวคลองหลวง” มาหลายสิบชั่วอายุคนแล้ว “นายกวร” จึงได้  ชื่อเป็นชาวคลองหลวงแบบ “ทิ้ง ไม่ได้ขายไม่ขาด” ประกอบกับนับถือ“ศาสนาพุทธ” มาแต่ไหนแต่ไรจึงมีความเชื่อเรื่อง “พุทธคุณ” ในองค์พระเนื่องจากตั้งแต่เด็กก็นิยม “เข้าวัดฟังธรรมพร้อมทำบุญ” เสมอมาจึงมีความรู้ด้านพุทธศาสนาดีมากอีกคน

    
นอกจากนี้ยังนิยม “แขวนพระ” มาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นโดยช่วงนั้นแขวน “เหรียญ” เกจิอาจารย์ที่จำพรรษาอยู่คลองหลวงมาตลอด กระทั่งหลังเรียนจบพร้อมหันมาทำธุรกิจจึงเปลี่ยนมาแขวนอย่างอื่นบ้าง เพราะช่วงนี้เริ่มทำการ ศึกษาพระเครื่องเนื่องจากเพื่อน พ้องหลายคน หันมาสะสมพระเครื่องจึงมีโอกาสได้ ครอบครองทั้ง “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม, เหรียญหลวงพ่อโสธรปี ๒๔๖๐, หลวงพ่อพรหมวัดช่องแค” หลายรุ่นรวมทั้งพระที่ “หลวงพ่อหร่ำ” สร้างเป็นต้นและก่อนลงเล่นการเมืองท้องถิ่นมีผู้เคารพนับถือมอบ “พระรูปหล่อลอย องค์หลวงปู่ทวด” รุ่น  “เลขใต้ฐาน” ที่ “พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้” สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๕ ด้วย  “เนื้อสัมฤทธิ์” เป็นของขวัญที่เจ้าตัวชอบมากจึงหันมาแขวน “พระรูปหล่อลอยองค์หลวงปู่ทวด” แบบ“แขวนเดี่ยว” เพราะหลังนิมนต์ท่านจำพรรษาใน “ตลับ ทอง” แล้วปรากฏว่ามีน้ำหนักมากหากแขวนหลายองค์ ก็ยิ่งจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นเป็นภาระกับการแขวนคอจึงทำการ “แขวนเดี่ยว” ไปเลย
    
ส่วนเหตุใด “นายกวร” จึงแขวนพระก็มีคำตอบเช่นชาวพุทธทั่วไปคือ เป็นเพราะนับถือพระและพระ ในที่นี้ก็คือทั้งพระเครื่องและพระสงฆ์มาตั้งแต่เด็กแล้ว ประกอบกับเคยบวชเรียนตามอายุที่ครบเกณฑ์ของชายไทย ช่วงนั้นจึงได้ศึกษาได้เรียนรู้เรื่องพระเครื่อง ที่หากสร้างอย่างถูกต้องตามประเพณีโบราณพร้อมมีการปลุกเสก โดยคณาจารย์ที่มีวิชาอาคม พระเครื่องรุ่นนั้นก็จะมีพุทธคุณ ที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นพุทธคุณด้านใดเนื่องจากเรื่องเช่นนี้ อยู่ที่ความเชื่อของแต่ละคนนอกจากนี้ “นายกวร” แขวนพระ  ก็เพื่อเป็น “สิ่งเตือนใจ” ไม่ให้ประพฤติชั่วยิ่งมาทำงานด้านบริหารและบริการชาวบ้านอย่างในปัจจุบัน  ก็ยิ่งต้องตระหนักให้มากว่าอย่าละเว้นสร้าง “สิ่งดี” ส่วน “ความชั่ว” ให้ละเว้น
    
ทั้งนี้ก็เพราะการแขวนพระเครื่องไว้ในคอก็เหมือนกับ “มีพระพุทธและพระธรรม” อยู่ในตัวฉะนั้นหากคิดจะทำชั่วแล้วจะได้มีความละอายต่อท่านบ้าง
    
ส่วนทางด้าน “ประสบการณ์” ขณะแขวนพระอยู่ในคอนั้นก็มีประสบพบเห็นอยู่เสมอแต่ “นายกวร” เห็นเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาโอ้อวดเพราะทุกประการ อยู่ที่ความเชื่อของแต่ละบุคคลอีกทั้งประสบการณ์ที่ว่านั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งดีที่เป็นเรื่องมีแต่น่ายินดีทั้งนั้นเนื่องจาก“นายกวร” นิยมใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โลดโผนโจนทะยานอะไรมาก ด้วยเหตุนี้ ประสบการณ์ร้าย ๆ หรือรุนแรง จึงไม่ประสบพบเห็นเลย จะพบบ้างก็คือล้วนแต่เรื่องดี  ที่บอกกล่าวไปแล้วจะถูกมองว่า “งมงาย” จึงขอสงวนเป็นเรื่องส่วนตัวก็พอเพียง.


ภวันตุเม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:36:13 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:33:40 AM »


'วิทย์ ประทักษ์ใจ' ผอ.กองทุนสวนยาง แขวนเดี่ยวเหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช



ยางพารา นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย ถือเป็นสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของสินค้าส่งออกของประเทศไทย โดยมีสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทส่งเสริมที่ไม่แสวงหากำไร มีหน้าที่ดูแลเกษตรกรรายย่อย ที่มีปัญหาขาดทุนทรัพย์หมุนเวียนในการเพาะปลูกต้นยางพารา และขาดทุนจากราคาของยางพาราต่ำ
    
นอกจากนี้ สกย. ยังมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยางพันธุ์ดีหรือไม้ยืนต้นทดแทนยางเก่า และส่งเสริมให้เกษตรกรที่ไม่มียางมาก่อน ได้ปลูกสร้างสวนยางพันธุ์ดี โดยปัจจุบัน สกย. มี นายวิทย์ ประทักษ์ใจ เป็นผู้อำนวยการ มีการวางนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง ให้ทุนสงเคราะห์รวมทั้งคำแนะนำทางวิชาการ เพื่อให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับของตลาด โดยใช้เทคโนโลยีเหมาะสม พัฒนาระบบ และกลไกตลาด ให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเป็นธรรมในด้านราคา รวมถึงจัดตั้งและพัฒนาองค์กรเกษตรกรชาวสวนยาง ให้เข้มแข็ง มีศักยภาพในการพัฒนา และมีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น
    
ที่สำคัญ สกย.ยังช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้รวมตัวจัดตั้งสหกรณ์กองทุนสวนยาง โดยจัดสรรงบประมาณ สร้างโรงผลิตยางแผ่นผึ่งแห้งรมควันให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อแปรรูปผลผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน หรืออบแห้ง สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันไม่มากพอที่จะจัดตั้งสหกรณ์ รัฐก็ให้ สกย. จัดสร้างโรงเรือนผลิตยางแผ่นดิบคุณภาพดีให้ นอกจากนั้นรัฐยังมอบหมายให้ สกย. จัดตลาดประมูลยางระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกร และพ่อค้ามาซื้อขายผลผลิตที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และราคาที่เป็นธรรม
 

ผอ.วิทย์ เป็นนักบริหารที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญด้านการเกษตรเป็นอย่างมาก จบการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น เคยู ๓๔ อีกทั้งยังจบปริญญาโท ด้านบริหารรัฐกิจ และด้านการพัฒนาชุมชน จากสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านการ   บริหารธุรกิจ คณะวิทยาการการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ส่วนประสบ การณ์ในการทำงานที่ผ่านมา อาทิ ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ประธานกลุ่มเกษตรกรเอเซียนเพื่อความร่วมมือ, ที่ปรึกษาคณะทำงานการเกษตร สหกรณ์ และอาหาร, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น
    
ผอ.วิทย์ ชื่นชอบหลักคำสอนของลัทธิเซน ที่สอน   ให้มนุษย์อยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ไม่มองย้อนไป    ในสิ่งที่เป็นอดีต ที่ไม่สามารถแก้ไขมันได้ และ ไม่มองข้ามเวลาไปสู่เรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น  ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเสียก่อน โดยหยิบยก   นิทานปรัมปราเรื่องหนึ่งของลัทธิเซนมาบอกเล่า ให้ฟังว่า หากเรานั่งล้างจาน จิตใจก็ต้องจดจ่ออยู่กับจานที่เราล้างอยู่ หากนึกย้อนไปว่าจานใบนั้นใส่อะไรมาถึงได้สกปรกได้ถึงเพียงนี้ หรือล้างจานใบนี้สะอาดหมดจดแล้วจะนำไปใส่อะไรต่อ จานใบนั้นก็อาจจะหล่นแตกลงไปก็ได้ถ้าเราไม่มีสมาธิที่จดจ่ออยู่กับมัน
    
“ปกติผมมักจะสวมเหรียญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คล้องคอติดกายอยู่อย่างเป็นประจำ ซึ่งจะเป็นเหรียญเนื้อทองคำ ปี ๒๕๓๔ ของวัดเวฬุราชิณ ฝั่งธนบุรี โดยเช่ามาจากกรมอู่ทหารเรือ เมื่อครั้งที่จัดงาน วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพราะว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหา ราชนั้น เป็นพระมหากษัตริย์ที่มา    จากคนธรรมดา แต่มีภาวะผู้นำที่สูง  สำนึกรักแผ่นดินถิ่นที่เกิด กู้ชาติบ้านเมือง ด้วยการใช้กุศโลบายกระตุ้นให้ทหารมีกำลังในการสู้รบ อย่างเช่น การทุบหม้อข้าวหม้อแกงในการกู้ชาติ ท่านรบจนประเทศไทยกลับมามีเอกราชได้อีกครั้งหนึ่งจึงรู้สึกศรัทธามาก” ผอ.วิทย์ กล่าว
      
 นอกจากนั้นตนชอบสะสมเหรียญเงินโบราณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญพดด้วง สมัย ร.๔ เหรียญสตางค์รู ฯลฯ ซึ่งที่บ้านมีมากกว่า ๑,๐๐๐ เหรียญเลยทีเดียว เพราะมองว่าศิลปะโบราณจากเหรียญ หรือเหรียญพระของไทยนั้นมีความอ่อนช้อยงดงามมาก เป็นลักษณะที่เฉพาะตัวของเมืองไทยที่ทรงคุณค่า เหมาะกับการที่จะเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ศึกษากัน เพราะนับวันจะมีแต่สิ่งที่ทันสมัยเข้ามา วัฒนธรรมเก่า ๆ ถูกลืมเลือนไป
    
ผอ.วิทย์ ทิ้งท้ายว่า ชาวพุทธนั้นส่วนใหญ่มักที่จะเชื่อมั่นในคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจนั้นก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน พระเครื่องก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกนำมาเป็นเครื่องย้ำเตือนใจในการปฏิบัติแต่สิ่งที่ดี ๆ เตือนสติเมื่อคิดจะทำเรื่องที่ไม่ดีที่จะทำให้เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น อยากให้ยึดมั่นในการทำความดีกันไว้มาก ๆ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยาง อยากให้นึกถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากให้นำมาใช้กันให้มาก ๆ ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักประมาณตน หมั่นสะสมเก็บเงินที่ได้มาเพราะในแต่ละบาทนั้น ก็ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของเราทั้งสิ้น.


ศาสนะ ศิริลาภ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:36:40 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:40:38 AM »


เซียนใหญ่ 'ตี๋เหล้า ท่าพระจันทร์'





ศรัทธา  'ลพ.ทับ-ครูบาศรีวิชัย-ลพ.พรหม-ลพ.พริ้ง'

ในแวดวงนักนิยมพระเครื่องและวัตถุมงคล หากเอื้อนเอ่ยนาม “ตี๋เหล้า ท่าพระจันทร์” หรือ   ศุภชัย เรืองสรรงามศิริ เชื่อว่าแทบทุกคนล้วนคุ้นเคย แม้อาจจะไม่เคยสนทนากัน ก็ต้องเคยผ่านหูบ้างในฐานะ “เซียนใหญ่” ชั้นแนวหน้า ที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งต่อวงการ “พระเครื่อง” ของเมืองไทย ในฐานะอุปนายกสมาคมคนที่ ๔ ของสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทย และประธานชมรมพระเครื่องท่าพระจันทร์
    
กว่าจะก้าวมาถึงหัวแถวของวงการพระเครื่องทุกวันนี้ ศุภชัย เรืองสรรงามศิริ หรือ “ตี๋เหล้า  ท่าพระจันทร์” ผ่านร้อนผ่านหนาวและฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย สิ่งหนึ่งที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตก็คือ “คุณธรรม” และ “ความซื่อสัตย์” ต่อวิชาชีพ ซึ่งนับว่าหาได้ยากยิ่งในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
    
“ผมเข้ามาสู่วงการพระเครื่อง เพราะ  ใจรักและชอบอะไรที่เสี่ยง ๆ การเช่าพระ ซื้อขายพระ มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง หากคุณตาไม่ถึง ดูพระไม่เป็น ไม่ศึกษาให้ดีว่าพระแท้เป็นอย่างไร รับรองได้เลยว่าโดนแน่นอน” ประธานชมรมพระเครื่องท่าพระจันทร์ เปิดฉากสนทนาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ตามสไตล์
    
“สมัยหนุ่ม ๆ ครอบครัวและพี่ชายเป็นเอเย่นต์ขายเหล้า ผมช่วยธุรกิจของพี่ชายอยู่ระยะหนึ่ง รายได้มากกว่าเป็นเซียนพระหลายเท่านะ แต่ผมก็ตัดสินใจเข้าสู่วงการพระเครื่อง เพราะศรัทธาในพุทธคุณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่วัยรุ่นชอบไปเช่าพระตามวัดต่าง ๆ เป็นประจำ ก่อนมาสนใจศึกษาจริงจังและทำเป็นอาชีพเต็มตัวประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จนปัจจุบันไม่ต่ำกว่า ๓๖ ปีแล้ว ส่วนชื่อหรือฉายาตี๋เหล้าก็มาจากที่เคยขายเหล้า พอเล่นพระพรรคพวกจึงเรียกติดปากว่า ตี๋เหล้า”

    
“ถ้าคุณคิดจะเป็นเซียนพระหรือเล่นพระ คุณต้องศึกษาให้รู้ลึกรู้จริง แต่ละยุคแต่ละสมัย คนโบราณมีวิธีการจัดสร้างเป็นอย่างไร ขั้นตอนแตกต่างกันตรง  ไหน เป็นงานที่ต้องค้นคว้า เป็นวิทยาศาสตร์สามารถ  พิสูจน์ได้ คุณต้องมองภาพให้ออก ดูธรรมชาติให้เป็น ต้องมีจินตนาการ จดจำให้แม่น ยิ่งจำแม่นมากเท่าไหร่ จะเป็นประโยชน์มากเท่านั้น ผมดูพระเป็นทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมยุคเก่ายุคใหม่ พระกรุ พระเบญจภาคี เคล็ดลับก็คือ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่”
    
ส่วนพระเครื่องที่ประธานชมรมพระเครื่องท่าพระจันทร์ศรัทธาอาราธนาคล้องติดตัวนั้น ขึ้นอยู่กับโอกาส ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป หลัก ๆ ก็มีเหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย พิมพ์จีวร ๓ ชาย ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เหรียญแจกทานตัดชิด หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ปี พ.ศ. ๒๕๑๕  หลวงพ่อโสธร ๒ หน้า วงแหวนเต็ม พ.ศ. ๒๔๙๗ พระปิดตายันต์ยุ่ง หลวง  พ่อทับ วัดทอง หนึ่ง  ในสุดยอด หายากในชุดเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อโลหะ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ตัดชิด เนื้อสำริดเงิน และเหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก พ.ศ. ๒๔๘๓ เนื้อทองแดง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “พระหลัก-พระสวย” ทุกองค์
    
เมื่อถามถึงรายได้ตั้งแต่เข้าสู่วงการพระเครื่อง ประธานชมรมพระเครื่องท่าพระจันทร์ ทำท่ารำลึกความหลังเล็กน้อย ก่อนเฉลยให้ฟังว่า   “ลองคิดคร่าว ๆ ก็แล้วกัน ผมว่าเงินหมุนเวียนในการซื้อขายพระเช่าพระไม่ใช่หลักร้อยล้าน มันมากกว่าพันล้าน หากคุณเก่งจริงและมีน้ำใจ ก็จะได้รับความเชื่อถือและศรัทธาจากคนรอบข้าง สามารถทำเงินเลี้ยงครอบครัวได้ไม่อายใคร”
    
สิ่งสำคัญที่ ตี๋เหล้า ท่าพระจันทร์ อยากฝากถึงเซียนพระรุ่นใหม่ให้คำนึงอยู่เสมอก็คือ “อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ เป็นคนดี มีน้ำใจ เล่นพระแท้ หมั่นแสวงหาความรู้กันมาก ๆ ต้องรู้ลึกรู้จริง ซื่อสัตย์ มีความจริงใจ มีคุณธรรม จริยธรรมกับตัวเองและผู้อื่น เซียนพระที่ดี อย่าเล่นพระคนเดียว อย่าทะนงตนว่าเก่งกว่าใคร ต้องเปิดใจให้กว้าง เคารพความคิดเห็นของคนรอบข้าง มันจะทำให้คุณเล่นพระดีพระแท้และสบายใจ”.


สุธัญณราช  สุวรรณธาดา-ภาพ
หมู  มหาเวทย์-รายงาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:45:13 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:41:45 AM »


กัปตันทีมชาติไทย 'โก้-ดัสกร' แขวนเดี่ยว 'หลวงปู่ทวด'



เป็นคนดังวงการกีฬายอดฮิตโลก “ฟุตบอล” เพราะฝีไม้ลายเท้าเชิง “เตะฟุตบอล” ไม่เป็นรองใครในเมืองไทยสำหรับ “โก้-ดัสกร ทองเหลา” ยอดนักเตะแห่งแผ่นดินอีสาน “จังหวัดหนองบัวลำภู” จึงได้รับเลือกจากโค้ช “นำเข้า” ฟุตบอลทีมชาติไทย “ปีเตอร์ รีด” ทำหน้าที่เป็น “กัปตันทีมชาติ” มีหน้าที่บัญชาการเชิงเตะฟุตบอลเพื่อเอาชนะทีมคู่แข่งทั้งในไทยด้วยกันรวมทั้งจาก “ต่างชาติ” ที่มักจะได้เล่นประสานงานกับนักเตะชื่อดังอีกคนซึ่งก็คือ “ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย” เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันทั้งในสนามฟุตบอลและนอกสนามอีกด้วย
    
สำหรับเส้นทางการก้าวสู่ตำแหน่ง “กัปตันทีมชาติ” นั้นเป็นเพราะ “โก้-ดัสกร” พิสมัยการเตะฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กประกอบกับมี “พรสวรรค์” อันโดดเด่นในเชิงเตะฟุตบอลที่หาตัวจับยากเพราะหมั่นฝึกฝน และฝึกซ้อมด้วยความชอบเป็นส่วนตัวจึงได้เป็นนักฟุตบอล “ประจำโรงเรียน” ทุกโรงเรียนที่ไปเรียนหนังสืออย่างสมัยเด็กขณะเรียนระดับ “ชั้นประถม” ก็เป็นนักฟุตบอลประจำโรงเรียนใน จังหวัดหนองบัวลำภู
    
และหลังจากจบชั้นประถมที่บ้านเกิดจึงมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนระดับ “ชั้นมัธยม” ที่โรงเรียน วัดสระเกศ ก็ได้เป็นนักฟุตบอลประจำโรงเรียนวัดสระเกศ ๒ ปีคือขณะเรียนอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑-๒ ต่อมาได้ย้ายไปเรียนที่ โรงเรียนปทุมคงคา ก็เป็นนักฟุตบอลประจำโรงเรียนปทุมคงคากระทั่งจบระดับ มัธยมศึกษาปีที่ ๖ จึงไปเรียนที่ โรงเรียนพณิชย การราชดำเนิน ก็ยังทำหน้าที่เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนแห่งนี้เช่นกันและด้วยเชิงเตะที่มีลีลาแพรวพราวสโมสรชื่อดังของไทย “ราชประชา” จึงเรียกตัวไปเป็นนักฟุตบอลประจำสโมสรก่อนย้ายไปประจำสโมสร “บีอีซี-เทโรฯ” แล้วจึงย้ายไปประจำสโมสร “เมืองทองธานี” กระทั่งทีมฟุตบอลชาติไทยมอบหมายให้ “ปีเตอร์ รีด” ทำหน้าที่เป็น “โค้ชฟุต บอลทีมชาติไทย” จึงเลือก “โก้- ดัสกร” ทำหน้าที่เป็น “กัปตันทีมชาติ” ถึงปัจจุบัน

    
ส่วนทางด้านการแขวนพระ นั้น “โก้-ดัสกร” เผยว่าเริ่มรู้จัก “แขวนพระ” ก็ต่อเมื่อมาเรียนหนังสือระดับ   ชั้นมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนวัดสระเกศ ในกรุงเทพฯ เนื่องจากไปพักกับญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็น “พระภิกษุ” อยู่ที่ “วัดสามง่าม” ระหว่างนี้เองญาติผู้ใหญ่ที่เป็นพระภิกษุเห็น “โก้-ดัสกร” เดินทางบ่อยเพราะไปแข่งขันฟุตบอลตามจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งต้องเดินทางระหว่าง กรุงเทพฯ-หนองบัวลำภู เป็นประจำขณะปิดเทอมจึงมอบพระเครื่อง “หลวงปู่ทวดเนื้อว่านพิมพ์” พร้อมกำชับให้แขวนคอไว้จะช่วยให้ปลอดภัยจากทุกสิ่ง ส่วนพระหลวงปู่ทวดจะเป็นรุ่นไหนสร้างเมื่อไหร่นั้น “โก้-ดัสกร” ไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลยรู้แต่เพียงว่าเมื่อญาติผู้ใหญ่แถมเป็น “พระภิกษุ” ที่ตัวเองให้ความเคารพและนับถือให้มาจึงเชื่อว่าเป็น “ของดี” แน่นอนจึงอาราธนาแขวนคอแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก
    
แต่ปรากฏว่าแขวนพระหลวงปู่ทวดองค์แรกนี้เพียงไม่กี่ปี ก็ทำหายเนื่องจากต้องถอดเข้าถอดออกจากคอทุกครั้งที่ลงแข่งฟุตบอล รวมทั้งขณะซ้อมก็ต้องถอดตามกฎกติกาของการเล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากหลังจากทำพระหายไปก็เกิดความไม่สบายใจเลย จึงต้องหาองค์ใหม่มาแขวนอีกครั้งโดยองค์ที่สองนี้ เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกันให้มาซึ่งจะเป็นรุ่นไหนใครสร้าง “โก้-ดัสกร” ก็ไม่ทราบเช่นเคยเพราะไม่สนใจที่จะถามรู้แต่ว่าเป็น “หลวงปู่ทวด” ที่ผู้ใหญ่ให้มาย่อมเป็น “ของแท้และของดี” จึงอาราธนาขึ้นแขวนคอมาตราบปัจจุบันเพราะหากไม่ได้แขวน “หลวงปู่ทวด” แล้วจิตใจเหมือนมีพะวงแต่พอได้แขวนแล้ว จิตใจหายพะวงทันทีอีกทั้งตั้งแต่แขวน พระหลวงปู่ทวด ชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งการประสบอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายอื่น ๆ ก็ไม่มีเช่นกัน ดังนั้นหากใครถามว่า “แขวนพระเพื่ออะไร” ยอดนักเตะหนุ่มแดนอีสานเมืองหนองบัวลำภูจะตอบว่า “แขวนเพราะเชื่อมั่นและศรัทธา”.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:46:07 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:42:48 AM »


พระเอก 'สรณัฐ' อายุเบญจเพส



รอดจากอุบัติเหตุเพราะ 'หลวงปู่ทวด'
    
เป็นอีก นักแสดง-นายแบบ ที่เพิ่งประสบ “อุบัติเหตุ” เมื่อเร็ว ๆ นี้ จากการขับรถยนต์ขณะอายุครบวัย “เบญจเพส” พอดีแต่ก็รอดจากการได้รับบาดเจ็บเพราะมี “วัตถุมงคล” ในรูปแบบ “พระเครื่อง”ที่แขวนอยู่ในคอจึงเชื่อว่าเป็นเพราะ “พุทธคุณ” ในองค์พระช่วยไว้จึงทำให้ “ปลอดภัย” ไม่ได้รับบาดเจ็บ  ที่รุนแรงก็ยิ่งมี “ความเชื่อ” ทางด้าน  “พุทธคุณพระ” ว่ามีจริงมากขึ้น
    
พระเอกนายแบบผู้นี้ไม่ใช่ใคร คือ “สรณัฐ ยุปานันท์” ที่ผ่านการเป็นพรีเซ็นเตอร์ทั้ง ป้ายโฆษณา และ ภาพยนตร์โฆษณา ของสินค้า ดังมาหลายชิ้น ทั้ง ธนาคารธนชาต, เซ็นทรัลแอร์ และล่าสุดก็คือโฆษณา “เบียร์ช้าง” ในคอนเซปต์เตะฟุตบอลนั่นเอง ส่วนผลงานการแสดงด้าน ละครทีวี ที่  เพิ่งลาจอไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือเรื่อง “เพลิง  สีรุ้ง” ทางช่อง ๓ โดยรับบทเป็น“บิลลี่” คู่ ปรับของพระเอกในเรื่องนั่นเองโดยเข้าสู่วงการเป็น นักแสดง-นายแบบ โดยแมวมองที่เป็น “นักปั้น” ชื่อดังนาม “ชัช แทนกาย” ที่ไปเห็นตัวขณะเรียนอยู่ ปี ๔ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงชักนำเข้าสู่วงการเมื่อ  ๒-๓ ปี นี้เอง
    
 ช่วงที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้น “พระเอกสรณัฐ” เล่าว่าเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน เดือนที่แล้วนี่เอง ไปถ่ายทำโฆษณาขนมยี่ห้อหนึ่งที่ จังหวัดนครราชสีมา โดยขับรถไปเอง ซึ่งพอไปถึงทีมงานที่ไปรออยู่ก่อนแล้วก็เริ่มถ่ายทำกันเลยจนกระทั่งดึกประมาณ ๐๔.๐๐ น. การถ่ายทำจึงแล้วเสร็จ
     
หลังจากการถ่าย ทำโฆษณาเสร็จสิ้น “พระเอกสรณัฐ” ก็ขับรถกลับบ้านที่ รังสิตคลอง ๔ ปทุมธานี เนื่องจากวันรุ่งขึ้นต้องไปทำธุระ  กับเพื่อน ๆ ที่นัดหมายกันไว้ แต่ระหว่าง  อีกประมาณกิโลเศษก็จะถึงบ้านที่ รังสิตคลอง ๔ อยู่แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา ประมาณ ๐๖.๐๐ น. ตะวันกำลังโพล้เพล้ “พระเอกสรณัฐ” เกิด “หลับใน” ขึ้นมาเพราะความง่วงเนื่องจากยังไม่ได้นอนเลยทั้งคืนซึ่งพอเกิด “หลับใน” รถที่ขับอยู่จึงพุ่งไปชนเอาท้าย รถบรรทุก ๖ ล้อ ที่วิ่งแบบเอื่อย ๆ อยู่ข้างหน้าเสียงดัง “โครมใหญ่” จึงทำให้พระเอกสรณัฐ “สะดุ้งตื่น” ขณะที่รถเก๋งที่ขับก็หยุดสนิทเพราะ “เครื่องดับ”
    
นาทีนั้น “พระเอกนายแบบ” ของเราที่บัดนี้ “หายง่วง” เป็นปลิดทิ้งรีบสำรวจตัวเองว่า บาดเจ็บ ตรงไหนบ้างปรากฏว่า “ไม่เป็นอะไรเลย” จึงถอดสร้อยคอที่แขวนพระอยู่ “องค์เดียว” ซึ่งก็คือ “พระหลวงปู่ทวดเนื้อผงสีขาว” ที่สร้างโดย “วัดประสาทบุญญาวาส” เมื่อปี ๒๕๐๖ ซึ่งเป็นองค์ที่ “คุณพ่อ” ให้มาแขวนคอแล้วจึงยกมือขึ้นพนมพึมพำคำว่า “สาธุ...สาธุ” จากนั้นจึงลงจากรถพร้อมกับ คนขับรถบรรทุกหกล้อ ที่ต่างก็เดินไปดู “ความเสียหาย” ของรถตัวเองปรากฏว่าด้านหน้ารถเก๋ง พังยับ ส่วนรถบรรทุกไม่มีอะไร เสียหายเลย พระเอกนายแบบของเราจึงใช้โทรศัพท์เรียก บริษัทประกัน มาสำรวจ ความเสียหายจึงทราบว่า ค่าเสียหาย ในการซ่อมรถที่ขับไปชนครั้งนี้ประมาณ หมื่นกว่าบาท
    
จากการประสบอุบัติเหตุแล้วตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ไปชนท้ายรถบรรทุกค่อนข้างรุนแรงเอาการ  “พระเอกนายแบบ” จึงเชื่อว่าพระที่แขวนอยู่ในคอ ซึ่งก็คือ “หลวงปู่ทวดวัดประสาท” ช่วยไว้แน่แท้เพราะขณะประสบอุบัติเหตุตัวเองไม่อยู่ในสภาพที่จะช่วยตัวเองได้เลยจากพิษของการ “หลับใน” เหตุที่เชื่อเช่นนี้ก็เพราะตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่นเมื่อซัก ๗-๘ ปี ที่ผ่านมา ก็มีความเชื่อในเรื่องพุทธคุณคุณพระมาก่อนแล้ว ยิ่งมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะที่อายุครบ “เบญจเพส” พอดีก็ยิ่งเชื่อเพราะก่อนหน้าจะประสบอุบัติเหตุมีคนรู้จักที่มีความรู้ทางด้าน โหราศาสตร์ ได้เตือนไว้ก่อนแล้วว่าให้ระวังซึ่งก็ได้ระวังเสมอมาแต่ก็ยังไม่รอดจึงมั่นใจว่า “หลวงปู่ทวด” ช่วยให้รอดจากการได้รับบาดเจ็บโดยพูดทิ้งท้ายไว้ว่า
    
“เรื่องนี้หากใครไม่ประสบด้วยตัวเองก็ยาก ที่จะเชื่อ จึงขอฝากเพื่อน ๆ และแฟน ๆ ถึงเรื่อง พุทธคุณพระนี้มีจริงครับและยึดเป็นที่พึ่งในยามคับขันได้อย่างผมถือเป็นอีกตัวอย่าง เพราะระวังอยู่ตลอดกับเรื่องอุบัติเหตุแต่เมื่อมันจะเกิดก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากจึงถือว่าฟาดเคราะห์ไปครับ”.


'ภวันตุเม'
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:46:41 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2010, 10:43:57 AM »


พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เพียรสมภาร รองผบช.น



แขวนเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ พ.ศ.๒๔๖๖

กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นหน่วยงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะต้องดูแลรับผิดชอบป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่กว่า  ๑,๕๖๒.๒  ตารางกิโลเมตร  ซึ่งครอบคลุมในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด การดูแลสวัสดิภาพในชีวิต และทรัพย์สิน รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับชาวกรุงเทพมหานครที่มีมากกว่า ๑๑ ล้านคน นับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง  ทีมงานผู้บริหารกองบัญชาการตำรวจนครบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล
    
พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เพียรสมภาร รองผบช.น. เป็นอีกท่านหนึ่งที่อยู่ในคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของบช.น. ซึ่งมีผลงานการ  ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในคดีต่าง ๆ หลายคดี ด้วยประสบการณ์ที่สะสมอย่างยาวนาน จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ รวมถึงภารกิจพิเศษด้านอื่น ๆ ของ บช.น. อีกด้วย
    
พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เป็นศิษย์เก่ารั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่น ๒๙  จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น ๑๐ มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ฯลฯ ต่อมาได้แยกมาเรียนต่อที่โรงเรียนนายเรือ รุ่นที่ ๖๗ เหล่าตำรวจน้ำ  เมื่อสำเร็จการศึกษาเข้ารับราชการครั้งแรกได้ประจำการ บนเรือ ร.ล.ดำรงราชานุภาพ จากนั้นได้ย้ายสายงานมาเป็นตำรวจอย่างเต็มตัว ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นได้มารับตำแหน่งในอีกหลายพื้นที่ เช่น รองสวป. สน.พลับพลาไชย, สวป.สภ.แม่สอด จ.ตาก, สวญ.สภ.แม่จัน จ.เชียงราย, ผกก.สภ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, รองผบก.ปปป.(ตำรวจป่าไม้), รอง.ผบช.ภ.๓ ก่อนจะย้ายเข้ามาเป็น รอง.ผบช.น.ในปัจจุบัน  

    
แม้ภารกิจหน้าที่ในตำแหน่งรองผบช.น. จะมีมากมาย แต่จิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต่างรู้กันดีว่า หาก พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เดินทางไปราชการในจังหวัดต่าง ๆ มักจะใช้เวลาที่ว่างแวะไปปฏิบัติสมาธิในอุโบสถ วิหาร ตามวัดต่าง ๆ แทบจะทุกจังหวัด ที่เดินทางไป อีกทั้งก่อนนอนก็จะสวดมนต์ พระคาถา  ชินบัญชร ในทุกคืน เพื่อความสงบในจิตใจและเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง โดยถือว่านี่ก็เป็น อีกหนึ่งหน้าที่ของชาวพุทธ ที่ควรจะกระทำ
    
นอกจากนี้ ที่ขาดไม่ได้ต้องนำติดตัวห้อยคอไปด้วยในทุกแห่งก็คือ พระเครื่อง พล.ต.ต.ลัทธสัญญา บอกว่า “ปกติก็จะมีพระเครื่องที่จะนำติดตัวอยู่เป็นประจำ ๕ องค์คือ
    
๑.เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ พ.ศ. ๒๔๖๖ เนื้อทองแดง ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเหรียญนี้บูชาติดตัวตั้งแต่รับราชการใหม่ ๆ เพราะเสด็จเตี่ยเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าทหารเรือ และชาวเรือทุกคน ซึ่งผมก็เคยเป็นทหารเรือก็บูชานับถือเสด็จเตี่ยเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ท่านเป็นบิดาของทหารเรือไทย
    
๒.ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ฯ ได้มาเมื่อครั้งเป็น สวป.สน.พลับพลาไชย ๑ ปี ๒๕๑๓ จากมือพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในวัดเทพศิรินทร์ฯ เพราะท่านบอกว่า เป็นตำรวจมารับใช้ชาวบ้านที่นี่ ก็ต้องมีพระที่เป็นที่เคารพนับถือในพื้นที่ดูแลรักษา จะได้ทำงานได้อย่างไม่มีอุปสรรค
    
๓.หลวงปู่ทวด รุ่นหลังตัวหนังสือ เนื้อกระไหล่ทอง ปี ๒๕๐๕ วัดช้างให้ ได้พระองค์นี้มาเมื่อครั้งเป็น ผกก.สภ.ไชยา โดย  มีผู้ใหญ่ในพื้นที่ท่านหนึ่งมอบให้ เพราะเห็นว่าในการทำงานมีความเสี่ยงที่จะมีอันตรายได้ทุกนาที ซึ่งหลวงปู่ทวดก็มีพุทธคุณด้านการแคล้วคลาด ปลอดภัย อยู่แล้ว จึงขอพึ่งบารมีของท่านมาปกป้องคุ้มครองตน  
    
๔.พญาครุฑ หลวงพ่อเส็ง วัดบางนา จ.ปทุมธานี ปี ๒๕๒๒ เนื้อนวโลหะ ได้ตอนที่เป็น ผกก.สภ.สามโคก โดยมีผู้ใหญ่  ที่นับถือมอบให้ ซึ่งพุทธคุณนั้นก็จะเน้นไปในเรื่องหน้าที่การงาน ทำงานลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่นิยมของข้าราชการ ตำรวจ ทหาร
  
๕.พระสิวลี หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จ.ชัยนาท เนื้อดิน องค์นี้พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ. ทบ.ได้มอบให้ เนื่องในวันครบรอบวันเกิดของท่าน พุทธคุณโดดเด่นในเรื่องโชคลาภมหาโภคทรัพย์”
      
พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เล่าว่า “ถ้าถามถึงเหตุการณ์ที่ต้องเจอหนัก ๆ กับตนเอง ก็คงไม่มี แต่มีกับลูกชายผม ในตอนที่ขับรถยนต์ไปทำธุระแถวภาคตะวันออก ซึ่งขณะขับรถอยู่นั้น ยางล้อหน้าเกิดแตก ทำให้บังคับรถไว้ไม่อยู่ ไถลตกลงข้างทาง พลิกคว่ำหลายตลบ แต่ลูกชายผมกลับมีเพียงรอยฟกช้ำเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะบารมีของหลวงปู่ทวด ที่ผมให้ลูกชายห้อยติดตัวไว้ ได้ปกป้องรักษาชีวิตจากที่หนักให้กลายเป็นเบา ซึ่งตอนนี้ หลวงปู่ทวดองค์นั้น ผมได้บูชาอยู่ในห้องพระที่บ้าน”
    
รองผบช.น.กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับผมรู้สึกว่าแขวนพระแล้วสบายใจ อุปสรรคในการทำงานไม่มี ราบรื่น บางครั้งมีบ้างที่อารมณ์ร้อนก็หลบไปนั่งสมาธิ ก่อนที่จะแขวนพระก็นั่งสมาธิ สงบจิตใจ เมื่อเกิดสมาธิ ก็จะเกิดปัญญาตามมา สติก็จะตามมาด้วย ทำให้แก้ปัญหา เรื่องขุ่นมัวในจิตใจได้เป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่งแขวนพระแล้วทำตัวไม่ดี ประพฤติในทางที่มิชอบ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เหมือนกับโจร ต่อให้มีพระดีมากแค่ไหน พระท่านก็ไม่คุ้มครอง ถ้าคิดจะแขวนพระก็ต้องทำตัวให้ดีอยู่ในศีลในธรรม”.


ศาสนะ  ศิริลาภ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 10:47:11 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 07, 2010, 10:58:05 PM »




คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ “คนดังตัวจริง” ผู้นี้ที่ชื่อ “ปัญญา นิรันดร์กุล” หรือที่เพื่อน ๆ และ “สื่อมวลชน” ส่วนใหญ่นิยมเรียกจนติดปากว่า “เสี่ยตา” เนื่องเพราะเป็นคนบันเทิงอีกผู้หนึ่งที่พกเพียงปริญญาตรีคณะ “สถาปัตย์จุฬาฯ” ก้าวสู่วงการบันเทิงแล้ว “ประสบความสำเร็จ” ที่ต้องบอกว่า “ล้นเหลือ” กลายเป็นผู้มีฐานะ “อันมั่นคง” ที่นับเป็นตัวอย่างอันดีของ “สังคมไทย” ซึ่งแรกเริ่มการก้าวสู่วงการบันเทิงก็เพราะถูกเลือกให้แสดงหนังไทยในบท “พระเอก” เรื่อง “กองพันทหารเกณท์” เมื่อ “กว่า ๒๐ ปี” มาแล้วปรากฏว่าหนังเรื่องนั้นทำรายได้ถล่มทลายให้ผู้สร้าง “ประยูร วงศ์ชื่น” ได้ชื่อเป็น “ผู้สร้างเงินล้าน” ในยุคนั้นขณะเริ่มฝึกฝนเป็น “พิธีกร” รายการทีวีว่า “ดังขนาดไหน” และ “ดังทางใด” ทั้งนี้เพราะ “ภวันตุเม” เชื่อว่าท่านผู้ “อ่านความจริง... อ่านเดลินิวส์” คงทราบหมดจดกันแล้วจึงขอผ่านการบรรยายสรรพคุณตรงนี้ออกไปโดยจะขอพูดถึง “อะไรในคอคนดัง” อย่างเขาตามหัวข้อเรื่องกันเลย

อันที่จริง “ภวันตุเม” ก็เคยขอพูดถึงเรื่องนี้กับ “เสี่ยตา” มาก่อนเมื่อหลายปีแล้วแต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ “เสี่ยตา” ย้ำว่าไม่ต้องการให้ “ผู้คน” โดยเฉพาะแฟน ๆ รายการทีวีของเขาหันมา “เชื่ออะไรง่าย ๆ” ตามอย่างเขาจึงปฏิเสธที่จะพูดถึงเพราะ “สิ่งที่เขาศรัทธาและเชื่อถือ” นั้นบางคนอาจจะมองเป็นการ “งมงาย” ไปดังนั้น “อะไรในคอคนดัง” ช่วงนั้นจึงต้องพักการพูดถึง “อะไรในคอของปัญญา นิรันดร์กุล” ไปโดยปริยายเนื่องเพราะเหตุผลของเขานับว่ามี “ความ รับผิดชอบต่อสังคม” ไม่น้อยเลยและเมื่อมีโอกาสอันเหมาะสม “ปัญญา นิรันดร์กุล” ก็พร้อมที่จะเปิดเผยกับสิ่งที่เขา “แขวนไว้ในคอ” มาตลอดซึ่ง “ภวันตุเม” ถือว่าน่าสัมผัสทีเดียวคือจากที่เกิดมาเป็น “ลูกผู้ชายไทย” อีกผู้หนึ่งที่นับถือ “ศาสนาพุทธ” จึงได้สัมผัสกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “ศาสนาพุทธ” อย่างเช่น “เข้าวัดฟังธรรม” พร้อม “สวดมนต์เช้าเย็น” มาตั้งแต่เด็กรวมทั้งกราบทั้ง “พระพุทธรูป” และ “พระสงฆ์” ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามวัดต่าง ๆ ที่ไปทำบุญและมักจะหาโอกาสเป็นเจ้าภาพจัด “ทอดผ้าป่า” และ “ทอดกฐิน” ตามแต่โอกาสจะอำนวยจึงรู้จักและคุ้นเคยกับ “วัตถุมงคล” ที่มีหลายรูปแบบเป็นอย่างดีประจวบกับหลังจบ “ปริญญา” ก็ก้าวสู่วงการ “บันเทิง” ก็เลยได้สัมผัสและนับถือ “เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ” ซึ่งก็คือ “พระพิฆเณศวร” ตามที่บรรดา “ศิลปิน” น้อยใหญ่ทุกแขนงเคารพนับถือเป็น “บรมครู” โดยเผยว่า

“เริ่มแรกที่ผมก้าวสู่วงการบันเทิงก็บูชา “บรมครู” มาตลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ทราบหรอกว่าบูชาท่านแล้วจะเป็นเช่นไร แต่หลังจากบูชาท่านแล้วงานบันเทิงที่สัมผัสล้วนประสบ “ความสำเร็จ” ทุกเรื่องอย่างที่หวังซึ่งผมเองก็ไม่ทราบอยู่ดีว่าเป็นด้วยเหตุใดรู้แต่เพียงว่าสิ่งที่ “ศรัทธาบูชา” ก็คือ “พระพิฆเณศวร” ที่บูชาไว้ทั้งที่ “บ้าน” และที่ “ทำงาน” รวมทั้งอาราธนาขึ้น “แขวนคอ” เพราะหากมีอะไรติดขัดหรือจิตใจไม่ปกติก็จะบอกกล่าวท่าน เรื่องที่ติดขัดก็จะไหลลื่นเลยศรัทธาและเชื่อว่าสิ่งที่ผมศรัทธาท่านมาตลอด “ช่วยให้เป็นไป” แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อศรัทธา “พระพิฆเณศวร” แล้วจะไม่ศรัทธา “วัตถุมงคล” อย่างอื่นนะวัตถุมงคลอื่นก็ศรัทธาเช่นกันเพียงแต่ไม่ได้อาราธนาขึ้น “แขวนคอ” เท่านั้นเพราะอาชีพนักจัดรายการโทรทัศน์และทำหน้าที่ “พิธีกร” อย่างผมไม่สะดวกนักที่จะแขวนวัตถุมงคลหลาย ๆ องค์พร้อม ๆ กัน ก็เลยเลือกแขวนเฉพาะที่เราชอบที่สุดกระทั่งมาถึงจุดที่ผมก่อตั้งอาคาร “สำนักงาน” เป็นของตัวเองและเพื่อความเป็นสิริมงคลจึงต้องหา “สิ่งยึดเหนี่ยว” มาเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเราด้วยการสร้าง “องค์เทพ” ที่ผมศรัทธามากที่สุดซึ่งก็คือ “องค์ พระพิฆเณศวร” ปาง “มหาเทพศิลปะของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นปางที่ผิดแผกแตกต่างไปจากปางอื่น ๆ เนื่องจากนิมิตของศิลปินที่เป็นผู้ปั้นองค์ “พระพิฆเณศวร” จะมีความแตกต่างกันไปเพื่อให้เพื่อน ๆ “ศิลปิน-นักแสดง” ที่มาร่วมงานกับเรารวมทั้ง “พนักงาน” และแขกที่มาเยือนเราได้กราบ ไหว้ขอพรจากท่านด้วย

โดยสร้าง “องค์ใหญ่” ไว้ที่หน้าอาคารสำนักงานพร้อมสร้าง “องค์จำลอง” ขนาด “๑๙ นิ้ว” และขนาด “๓.๙ นิ้ว” เพื่อให้ผู้สนใจร่วมบูชาโดยนำรายได้ทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้มีจิตศรัทธาท่วมท้นจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยต้องสร้างแบบ “เหรียญ” ขนาดห้อยคอได้ด้วย “เนื้อบรอนซ์” ขึ้นมาอีกเป็นรุ่น “เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา” ซึ่งขณะนี้ผ่านขั้นตอนพิธีบวงสรวงและพิธีมหามังคลาภิเษกมาแล้ว “๒ พิธี” ผมจึงอาราธนาขึ้นแขวนคอแทน “องค์เก่า” ก่อนใครเนื่องจากเป็นงานที่ผมสร้างขึ้นเองจึง “ขอแขวนติดตัว” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองโดยจะมีพิธี “มหามังคลาภิเษก” ครั้งสุดท้ายซึ่งเป็น “ครั้งยิ่งใหญ่” แห่งพิธีกรรมของงานสร้างในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ, มูลนิธิสายใจไทย, กองทุนพระเจ้าหลานเธอฯ, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” จึงถือโอกาสนี้ฝากถึงผู้ที่พลาดจากคราวแรกจับจองก่อนเพราะหากหมดแล้วก็หมดเลยไม่มีการสร้างเสริมหรือเพิ่มเติมใด ๆ.


‘ภวันตุเม’

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 07, 2010, 11:02:12 PM »

คนดังบันเทิง ‘กอบสุข จารุจินดา’ ศรัทธา ‘เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ’



เป็นอีกหนึ่ง “คนดังมาก” ของวงการบันเทิงไทยสำหรับสาวร่างใหญ่ที่ชื่อ กอบสุข จารุจินดา เพราะในอดีตเป็น “ผู้สร้างหนังไทย” ที่ประสบความสำเร็จรวยเงินหลายล้านมามากมายหลายเรื่องเพราะนอกจากเป็น “ผู้สร้างคุณภาพ” แล้วยังเป็นผู้ปลุกปั้นดาวดังวงการหนังไทยมากว่า 10 ชีวิต อย่างเช่นอดีต “พระ-นางเบอร์หนึ่ง” ที่โด่งดังมากในยุคหนึ่ง ซึ่งก็คือ สันติสุข พรหมศิริ และ จินตหรา สุขพัฒน์ ที่ระยะหลังหันมารับบท “เป็นพ่อเป็นแม่เป็นป้าเป็นน้าเป็นอา” ในละครโทรทัศน์ไปตามกาลเวลารวมทั้ง “น้ำฝน” กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ ก็เป็นอีกนางเอกที่ กอบสุข จารุจินดา ฟูมฟักมาจนมีชื่อเสียงโด่งดังถึงปัจจุบันจวบกระทั่งหนังไทยตกต่ำโดยละครบูมแทนผู้สร้างอย่าง กอบสุข จึงหันเหมาเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์ป้อน ช่อง 3 ไปตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่แม้จะหันมาเป็นผู้จัดละครแต่คนชื่อ กอบสุข ก็ไม่ได้ลดคุณภาพลงเลยมีแต่จะเพิ่มขึ้น ๆ เป็นลำดับ

จากที่หันมาเป็นผู้จัดละครมากคุณภาพ คุณกอบสุข จึงมีงานละครอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปีแถมยังทำหน้าที่เป็นผู้ปลุกปั้นหนุ่มสาวหน้าใหม่ให้ก่อเกิดในวงการแบบทิ้งงานถนัดตรงนี้ไม่ได้เช่นกันโดยล่าสุดปั้นนางเอก “น้ำฝน” พัชรินทร์ จัดกระบวนพล ประเดิมละครเรื่องแรก “นางฟ้าไซเบอร์” เมื่อปีที่แล้วก็ได้กระแสตอบรับท่วมท้นกลายเป็น “นางเอกดาวรุ่ง” พุ่งแรงของ ช่อง 3 ไปอีกสาวก่อนก้าวเป็นนางเอกเรื่องที่สอง “เจ้าสาวบ้านไร่” โดยแสดงคู่กับพระเอกหน้าใหม่อีกคนคือ “ปอ” ทฤษฎี สหวงศ์ ที่อยู่ระหว่างออกอากาศทางช่อง 3 อยู่ในขณะนี้ ก็สร้างกระแสตอบรับจากคนดูท่วมท้นเช่นเคยเพราะ คุณกอบสุข นับเป็นผู้จัดละครที่มากฝีมือตัวจริงอีกคนของวงการเพราะสร้างละครแต่ละเรื่องล้วนแต่เรียกเรตติ้งวิ่งกระฉูดทุกเรื่องไป


“อะไรในคอคนดัง” วันนี้จึงขอนำท่านผู้อ่านสัมผัสกับสิ่งที่อยู่ในคอของ กอบสุข จารุจินดา ซึ่งหากเห็นแล้วก็บอกได้เลยว่าไม่ได้มีราคาค่างวดที่แพงอะไรเลยแต่หากนับเป็นคุณค่าแล้ว คุณกอบสุข บอกว่ามากมายมหาศาลทีเดียวเพราะเป็น “พระพิฆเนศ” ที่สร้างด้วยเนื้อหินสีที่คล้ายหยกสีฟ้าแถมมีขนาดกำลังเหมาะต่อการแขวนคอที่ “น้องเจน” ชุติพร ทรัพย์ศรี ซึ่งเป็นนักแสดงสาวในสังกัดเดินทางไปถ่ายทำละครที่ประเทศอินเดีย แล้วไปพบเห็นจึงนำมาเป็นของฝากที่ถูกอกถูกใจ คุณกอบสุข มากจึงนำไปเลี่ยมทองแล้วอาราธนาขึ้นแขวนคอมานานกว่า 5 ปีแล้ว ส่วนเหตุใด คุณกอบสุข จึงเลือกพระพิฆเนศองค์นี้ขึ้นแขวนคอนั้นเจ้าตัวเผยว่า

“เพราะเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธจึงนับถือทุกอย่างที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองไทยทั้งพระสงฆ์องค์เจ้ารวมทั้งเทพต่าง ๆ ก็นับถือเช่นกันอีกอย่างพอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงก็จะเห็นรุ่นพี่ ๆ ในวงการนับถือทั้ง “พ่อแก่” ที่ถือเป็นปรมาจารย์ของชาวศิลปินและ “พระพิฆเนศ” ก็ยึดถือเป็น “เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ” คือหากบูชาท่านแล้วจะกระทำสิ่งใดก็จะประสบความสำเร็จไปด้วย ประกอบกับแต่ไหนแต่ไรจะเป็นผู้ที่นิยมเข้าวัดสร้างบุญมาตลอดก็เลยยึดมั่นตามความเชื่อของคนในวงการรุ่นพี่ ซึ่งพอน้องเจนนำมาเป็นของฝากจากอินเดียก็ชอบมากเพราะสวยงามดี อีกทั้งเป็นสีฟ้าที่เป็นสีต้องโฉลกก็เลยนำไปเลี่ยมทองมาอาราธนาขึ้นแขวนคอแบบแขวนเดี่ยวแทนองค์เก่า เพราะก่อนหน้านี้ก็จะแขวนพระพิฆเนศเช่นกัน ซึ่งถ้าถามว่าแขวนแล้วดีมั้ยมีอะไรที่เป็นสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตมั้ยอันนี้ก็ตอบได้ว่า การที่มาแขวนพระพิฆเนศก็ไม่ได้มุ่งหวังอะไรขนาดนั้นแต่แขวนเพื่อยึดมั่นและเป็นกำลังใจให้เราทำงานได้อย่างราบรื่น และประสบกับความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็ประสบความสำเร็จดีไม่มีปัญหาอะไรมาก หรือบางครั้งหากคิดอะไรไม่ออกก็จะอาราธนาบอก กล่าวท่าน ซึ่งก็มักจะเห็นผลเสมอคือเรื่องที่คิดเท่าไหร่ ๆ ก็คิดไม่ออกสักทีก็กลายเป็นคิดออกคิดได้ทุกครั้งไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของความเชื่อของแต่ละบุคคลก็เลยไม่อยากพูดอะไรให้เลยเถิด จึงขอสรุปสั้น ๆ ว่าสำหรับกอบสุขแล้วหากจะแขวนวัตถุมงคลก็จะแขวนพระพิฆเนศเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและให้กำลังใจต่อการทำงานให้ลุล่วงค่ะ ส่วนพระเครื่องก็มีมากมายหลายรุ่นหลายคณาจารย์แต่จะบูชาในห้องพระที่บ้าน เนื่องจากงานถ่ายทำละครมีบ่อยมากที่ต้องไปถ่ายทำตามบริเวณที่เป็นอโคจรหรือสถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป จึงบอกเล่าเก้าสิบต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างรวมทั้งเจ้าที่เจ้าทางเพื่อไม่ให้สิ่งไม่ดีมารบกวนโดยไม่ลืมอาราธนาบอกกล่าว
“พระพิฆเนศ” ในคอไปด้วยในตัวว่าเรามาทำงานไม่ได้มาก่อกวนอะไรใคร ซึ่งหลังจากอาราธนาและบอก กล่าวไปแล้วก็ปรากฏว่าการทำงานราบรื่นดีสิ่งติด ๆ ขัด ๆ ก็แก้ไขได้ไม่มีอะไรเป็นปัญหาให้ยุ่งยากค่ะ”

นั่นก็คืออีกหนึ่งความเชื่อของแต่ละบุคคลอย่าง คุณกอบสุข ที่เป็นผู้สร้างและผู้จัดละครชื่อดังมานานนับสิบปีจึงมีประสบการณ์ทั้งดีและร้ายพร้อมผจญกับอุปสรรคต่าง ๆ มามากมายหากสิ่งไหน “ไม่ดีจริง” ก็คงไม่ศรัทธาและยึดมั่นแน่นอน.


ภวันตุเม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2010, 11:04:29 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 06:18:18 PM »


'จีระศักดิ์' ศรัทธา 'พระแร่บางไผ่' โดนเก้าอี้เหล็กกระหน่ำแต่ 'ไร้แผล'  18-9-53



เป็นอีก “เซียนพระ” ที่คนในวงการพระเครื่องรู้จักกันดีเพราะคนดังวันนี้ชื่อ “จีระศักดิ์ โกมุทกุล” ที่เพื่อน ๆ ในวงการพระเครื่องทั้งรุ่นเดียวกัน และรุ่นพี่รุ่นน้องหลายคนมักจะเรียกชื่อเล่นว่า “จี” และบางทีก็เรียกว่า “ศักดิ์” ซึ่งเรื่องเรียกชื่อเล่นนี้ “คุณจีระศักดิ์” ก็ไม่หวงและทักท้วงใด ๆ ปล่อยให้เพื่อน ๆเรียกได้ทั้งสองชื่อ เพราะเมื่อนำมารวมกันแล้วก็คือ “จีระศักดิ์” นั่นเอง
    
ส่วนเหตุใด “คุณจีระศักดิ์” ของเพื่อน ๆ จึง “แขวนพระ” ก็มีที่มาที่ไปพอเล่าสู่กันฟังได้โดยเรื่องนี้ “คุณจีระศักดิ์” เผยว่าเป็นเพราะ “บรรพบุรุษ” นับถือ “ศาสนาพุทธ” ประกอบกับในสมัยเป็นเด็ก “คุณพ่อคุณแม่” มักจะพาไปทำบุญตามวัดเป็นประจำจึงทำให้ “คุณจีระศักดิ์” มีความผูกพันกับการนับถือศาสนาพุทธเพราะมี “คำสั่งสอน” ที่ดีมากคือ “ทำดีได้ดี...ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งเป็นคำสอนที่สามารถพิสูจน์ “ความเป็นจริง” ได้กับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าเป็นเชื้อชาติใดและนับถือศาสนาใด หากสร้างความดีแล้วก็มักจะได้ดีขณะเดียวกันหากทำชั่ว ก็จะมีแต่ความชั่วตอบสนองเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
    
และเมื่อนับถือศาสนาพุทธพร้อมเข้าวัดฟังพระธรรมนี่เองจึงได้สัมผัสกับ “พระอริยสงฆ์” หลายรูปที่มี “พระอภิญญา” อันเกิดจากการฝึกฝนจิตของท่านให้กล้าแกร่งมีพลัง คุณพ่อคุณแม่จึงเชื่อถือสิ่งเร้นลับที่ก่อเกิดจาก “พระอริยสงฆ์” จึงอาราธนา “เหรียญหลวงปู่แหวน” (จำรุ่นไม่ได้) ให้ลูกชายแขวนติดตัวตั้งแต่อายุแค่ ๓ ขวบ เนื่องจากลูกชายผู้นี้ที่พอเดินได้ก็มักจะซุกซน เดินไปโน่นวิ่งไปนี่อยู่ตลอดเวลาจึงอาราธนาเหรียญดังกล่าว เพื่อคุ้มครองลูกชายให้ปลอดภัยที่อาจเกิดจากความซุกซนและจากที่ได้แขวน “เหรียญหลวงปู่แหวน” ตั้งแต่เด็ก “คุณจีระศักดิ์” ก็เลยมีความผูกพันกับพระเครื่องเรื่อยมา

    
กระทั่งเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น “คุณจีระศักดิ์” จึงเริ่มทำการศึกษาเรื่องราวของพระเครื่องเพราะมี “ศรัทธา” ในความเป็น “พระอัจฉริยะ” ของ “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ที่เป็นแม่แบบของบรรดา “พระอริยสงฆ์” ที่ทำการถ่ายทอดพลังลงในพระเครื่อง ให้มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วคือพระเครื่องทุกตระกูล หากมีการสร้างอย่างถูกต้องและมี “พระเกจิอาจารย์” ที่มีพลังจิตกล้าแข็งอธิษฐานจิตแล้วพระเครื่องรุ่นนั้น ก็จะมีพลังที่ถูกถ่ายทอดมาจากอริยสงฆ์ทุกประการ
        
ส่วนประสบการณ์ที่เกิดขณะแขวน พระนั้น “คุณจีระศักดิ์” เผยว่ามีเยอะมากแต่ที่จดจำได้แบบ “ลืมไม่ลง” มีอยู่ ๒-๓ เรื่อง โดยเรื่องแรกเกิดสมัยเป็น “วัยรุ่น” ซึ่งช่วงนั้นเริ่มเข้าสู่วงการพระเพื่อศึกษาหาความรู้ โดยองค์แรกที่ได้มาศึกษาก็คือ “พระปิดตาแร่บางไผ่” จึงอาราธนาขึ้นแขวนคอเพื่อเป็น “ตัวอย่าง” ของการศึกษาเนื่องจากช่วงนั้นมี “ของปลอม” ออกมาอาละวาดเยอะมากจึงต้องแขวน “ของแท้” ไว้กับตัวเพื่อป้องกันหากไปเจอของปลอมจะได้ไม่หลงบูชาและระหว่างแขวน “พระปิดตาแร่บางไผ่” ก็ไปมีปัญหากับวัยรุ่นถึงขั้นลงไม้ลงมือที่ถือว่ารุนแรงทีเดียวเพราะ “ใช้เก้าอี้เหล็ก” เข้าปะทะกันเลยปรากฏว่าการปะทะกันครั้งนั้น “ฝ่ายตรงข้าม” ได้เลือดส่วน “คุณจีระศักดิ์” ปลอดภัย     “เลือดแค่หยด” ก็ไม่มีให้เห็นจึงทำให้มีความเชื่อมั่นในพุทธคุณของ “พระเครื่อง” หากเป็นของแท้จะช่วยคุ้มครองได้จากทุกเรื่องตามคำเล่าลือของ “เซียนรุ่นเก่า”

ตั้งแต่นั้นมา “คุณจีระศักดิ์” จึงกระโดดเข้าวงการพระเพราะได้ประจักษ์ถึง    “พุทธคุณ” ว่ามีจริงและพอเข้าวงการก็ทำการสะสมแบบเต็มตัวจึงมี “พระเครื่อง” รวมทั้ง “พระบูชา” มากมายหลายตระกูลช่วงนี้จึงหันมาแขวนพระประเภท “ของดีราคาถูก” อย่าง “พระกริ่งหน้าอินเดียวัดสุทัศน์ปี ๘๒, พระนางกำแพงลูกแป้งเดี่ยวเนื้อดิน, พระหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่ารุ่นแจกแม่ครัวเนื้อผงคลุกรัก, พระถ้ำเสือกรุเก่า, เหรียญหล่อวัดระฆังหลังค้อนเนื้อทองผสม”
    
ซึ่งระหว่างแขวนพระทั้ง ๕ องค์ ๕ ตระกูล นี้ก็มีประสบการณ์ที่เกิดจาก “ความประมาท” จากการขับรถหลายครั้งแต่ก็รอดมาได้รวมทั้งขณะเดิน “ข้ามถนน” มีรถสิบล้อวิ่งตะบึงมาจากไหนไม่รู้พร้อมกับ “เฉี่ยว” เอา คุณจีระศักดิ์จน “ตัวหมุนคว้าง” แต่ก็ไม่เป็นอะไรเลย ส่วนอีกครั้งขณะขับรถเกิด “หลับใน” ทำให้รถที่ขับจวนจะพุ่งตกคลองแต่ก็เหมือนมีใครมาปลุกให้ตื่น จึงเหยียบเบรกทันรอดจากขับรถตกคลองเพราะหลับในแบบหวุดหวิด ซึ่งเรื่องเช่นนี้หากไม่ประสบด้วย  ตัวเองแล้วก็ “ยากที่จะเชื่อ” แต่สำหรับคุณจีระศักดิ์” บอกได้คำเดียวว่า “เชื่อล้านเปอร์เซ็นต์เลย”.


ภวันตุเม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2010, 06:21:36 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 18, 2010, 06:28:45 PM »

กว่า 40 ปีในวงการ ต้อย เมืองนนท์ ผมหลงเสน่ห์ พระกรุ-พระเบญจภาคี  11-9-53



               

กว่า ๔๐ ปีที่หนุ่มใหญ่ อัธยาศัยดี นาม พิศาล เตชะวิภาค หรือ “ต้อย เมืองนนท์” คร่ำหวอดอยู่ในวงการผู้นิยมพระและโบราณ วัตถุด้วยความเชี่ยวชาญและสายตาที่เฉียบคม ผลักดันให้เขาก้าวสู่ “เซียนใหญ่” ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยได้ไม่ยากเย็น
    
พิศาล เตชะวิภาค หรือ “ต้อย เมืองนนท์” มีบทบาทสำคัญในวงการพระเครื่องเมืองไทย ในฐานะอุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทยคนที่ ๑ ประธานชมรมพระเครื่องพระบูชามรดกไทย กรรมการบริหาร บริษัท ท็อปไฟว์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด และที่ปรึกษา พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
    
“ผมเกิดที่ จ.นครสวรรค์ และย้ายตามคุณพ่อไปเรื่อย ๆ เพราะคุณพ่อรับราชการป่าไม้ เข้าป่าทีไรก็ต้องพกพระเครื่อง วัตถุมงคล ติดตัวเพื่อความอุ่นใจ ทำให้ผมเห็นพระเครื่องมาตั้งแต่เด็ก” ต้อย เมืองนนท์ หรือ พี่ต้อย เปิดฉากสนทนา

    
ก่อนรำลึกความหลังว่า “บ้านผมอยู่ใกล้วัด ก็เลยชอบไปดูพระพุทธรูป พระบูชา จนรู้ว่าศิลปะแต่ละยุคแตกต่างกันตรงไหน ทำให้ผมหลงเสน่ห์พระกรุ-พระเบญจภาคีมากกว่าอื่น ๆ”
    
“สมัยวัยรุ่นเข้ากรุงเทพฯเรียนมัธยม ผมเริ่มแลกเปลี่ยนพระ เครื่องรางของขลังกับเพื่อน ๒-๓ คน เน้นหนังเหนียว คงกระพัน ว่าง ๆ ก็ไปสนามพระ สมัยก่อนดัง ๆ ต้องใต้ถุนศาลอาญาและ วัดมหาธาตุข้าง ๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ พอมีความชำนาญก็เริ่มซื้อขายพระและชวน พยัพ คำพันธุ์ ตั้งชมรมพระเครื่องพระบูชามรดกไทยที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน เดี๋ยวนี้กลายเป็นตลาดพระใหญ่ที่สุดในประเทศ”
    
ด้วยประสบการณ์ยาวนาน ต้อย เมืองนนท์ จึงเชี่ยวชาญ “พระกรุ-พระเบญจภาคี” ขั้นปรมาจารย์ มีประกวดพระคราวใด เขามักจะนั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคีหรือพระกรุยอดนิยมด้วยเสมอ
    
“พระเบญจภาคีผ่านตาผมมานับไม่ถ้วน สมเด็จวัดระฆัง สมเด็จบางขุนพรหม เป็นพัน ๆ องค์ ตรงนี้สำคัญมาก อยากฝากเด็กรุ่นใหม่ ใครสนใจพระอะไรก็ศึกษาประเภทนั้น ๆ ให้เชี่ยวชาญ ยิ่งดูยิ่งมากยิ่งรู้มาก เดี๋ยวนี้สื่อต่าง ๆ มีเยอะ ทั้ง หนังสือ วิทยุ โทรทัศน์ สำคัญที่สุดคือคุณต้องดูพระแท้ แต่เดี๋ยวนี้หายาก พระมีน้อย ในงานประกวดบางคราวเห็นพระแล้วนึกถึงเจ้าของ รู้เลยว่าเป็นของใคร”
    
“วงการพระวันนี้ถือว่ามาตรฐาน เนื่องจากจัดประกวดบ่อย กรรมการแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทุกครั้งจะมีการออกใบรับรองพระแท้ในนามสมาคมฯให้ด้วย”
    
เมื่อถามถึงพระในดวงใจ พี่ต้อย ยิ้มเล็กน้อยก่อนหยิบพระสมเด็จวัดระฆังทรงเจดีย์ พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง (มือไม่ตกเข่า) พระร่วงรางปืนสนิมแดง พระร่วงหลังลายผ้าสนิมแดง และสมเด็จเกศไชโยมาให้ชม ทุกองค์สวยแชมป์
    
ก่อนจาก พี่ต้อย ฝากถึงนักนิยมพระทุกคน ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ ก.ย. นี้ สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) จัดงาน มหกรรมประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ทั่วประเทศที่ ชั้น ๘ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน โดยสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทยให้การสนับสนุน แฟนพันธุ์แท้สามารถส่งพระเข้าประกวดได้เกือบ ๒,๐๐๐ รายการ รางวัลชนะเลิศทุกรายรายจะได้รับ “หนังสือพระยอดนิยมกรุงเทพมหานคร” เป็นที่ระลึกด้วย.


เดลินิวส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2010, 06:29:32 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 25, 2010, 11:21:43 PM »


เจาะใจ "ต่อ ดวงวิชัย" เซียนหนุ่มไฟแรง ศรัทธา "พระกรุ-พระเบญจภาคี-พระบูชา



ในวงการพระเครื่องเมืองไทย หากเอ่ยชื่อ เผด็จ ดวงวิชัย หรือ ต่อ ดวงวิชัย ทุกคนต่างยอมรับสายตาอันเฉียบคมและความใจถึงในการ “ซื้อพระ-เช่าพระ” ทุกประเภทไม่เกี่ยงราคาเท่าไหร่เท่ากันขอเพียงถูกใจ
   
ในฐานะทายาทของ ปรีชา ดวงวิชัย นักนิยมพระรุ่นเก่าที่ในวงการพระเครื่องต่างให้เกียรติเรียกขานว่า “อาจารย์ปรีชา” ผู้บุกเบิกก่อตั้ง สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย และอดีตนายกสมาคมฯ มีส่วนผลักดันให้ ต่อ ดวงวิชัย ผงาดในแวดวงพระเครื่องเมืองไทยได้อย่างภาคภูมิใจ
   
ปัจจุบันเขามีร้านรับเช่าพระ ขายพระ แลกเปลี่ยนพระเครื่องพระบูชาและโบราณวัตถุที่ตลาดนัดจตุจักรโครงการ ๑ ซอย ๒-๓ และบนชั้น ๓ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน
   
ทุกครั้งหากมีการประกวดพระเครื่องพระบูชาไม่ว่าที่ใด มักปรากฏชื่อ ต่อ ดวงวิชัย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินพระเบญจภาคี พระบูชาหรือพระกรุยอดนิยมด้วยเสมอ
   
“ผมคลุกคลีกับพระเครื่องตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเล่นพระ ชอบพระ คนที่มีส่วนสำคัญในชีวิตของผมมาก ๆ คือ พี่ต้อย เมืองนนท์ ถ่ายทอดวิชาความรู้และการดูพระ โดยเฉพาะพระกรุ พระเบญจภาคี ให้หมดเลย จนผมยืนหยัดในวงการได้ไม่อายใคร” ต่อ ดวงวิชัย รำลึกความหลัง

   
พร้อมเกริ่นประวัติบางส่วนให้ฟังว่า   “ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเซนต์จอห์น และเรียนต่อระดับปริญญาตรีจนจบ ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”
   
“ชีวิตเข้าสู่วงการพระประมาณปี ๒๕๒๗ ว่างไม่ได้ต้องนั่งส่องพระและตระเวนหาเช่าพระ สนามพระดัง ๆ ยุคก่อนก็ต้องวัดมหา ธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ผมแวะเวียนไปบ่อยมาก จนรู้จักเซียนเกือบทุกคน เริ่มต้นจากศึกษาพระเนื้อผง เนื้อดิน พระเบญจภาคี จนดูเป็นทุกประเภท ค่อยหันมาเรียนรู้เกี่ยวกับพระบูชาและโบราณวัตถุ”
   
เมื่อถามถึงพระที่ชื่นชอบ ต่อ ดวงวิชัย บอกว่า “หากเป็นพระกรุในดวงใจก็ต้อง พระกำแพงซุ้มกอ พระผงสุพรรณ พระร่วงรางปืน พระกรุท่าพระดาน พระพุทธชินราชใบเสมา ถ้าเป็นพระเบญจภาคีก็ พระสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จบางขุนพรหม สมเด็จเกศไชโย ถ้าเป็นพระเกจิอาจารย์ผมศรัทธา หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ เพราะมีประสบการณ์กับตัวเอง เมตตาค้าขายเยี่ยมยอดมาก ตั้งแต่รุ่น ๑-๓ ซึ่งพระวัดปากน้ำรุ่นแรกมีทั้งไม่เคลือบเชลแล็กและเคลือบเชลแล็ก”
   
เคล็ดลับที่ยึดมั่นมาตลอดก็คือ “การเล่นพระดูพระต้องรู้ลึกรู้จริง พระแต่ละประเภท มีความแตกต่างไม่เหมือนกัน เนื้อหา มวลสาร องค์ประกอบและศิลปะแต่ละยุคสมัย สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องศึกษาและจดจำให้แม่นยำ ยิ่งจำได้มากยิ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก สิ่งสำคัญคุณควรคำนึงมากที่สุด คือ ๑.เล่นพระแท้ ๒.ค้นหาพระที่ชอบให้เจอ ๓.ศึกษาแต่ละประเภทให้ชำนาญ ชอบพระเหรียญดูให้เก่งไปเลย แล้วค่อย ๆ ขยับขยายไปศึกษาประเภทอื่น เช่น เนื้อดิน เนื้อผง พระเบญจภาคี พระกรุ และโบราณวัตถุ เป็นต้น”
   
ต่อ ดวงวิชัย ฝากถึงเซียนพระรุ่นใหม่หรือกำลังจะเข้าสู่วงการว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่ชอบเล่นพระรุ่นใหม่หรือรุ่นกลางหรือแม้แต่รุ่นใหญ่อย่าเล่นพระคนเดียว อย่าเชื่อเรื่องเล่าหรือตำนาน อย่าเชื่อคนง่าย อย่าไว้ใจใครและต้องเปิดใจให้กว้างฟังความคิดของคนอื่น ๆ อยู่เสมอ เชื่อไหมบางคนอายุคราวคุณพ่อผมยังหลงทางอยู่เลย เคยไปบ้านขอดูพระแทบเป็นลม เกือบทุกองค์เป็นพระเก๊ เรียกว่าเก๊ทั้งบ้าน เสียเวลาสูญเปล่าไปไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ปี คิดกลับตัวกลับใจก็ไม่ทันแล้ว น่าสงสารมาก”
   
ตบท้ายมุมมองเกี่ยวกับวงการพระเครื่องในปัจจุบันและอนาคต ต่อ ดวงวิชัย บอกว่า วันนี้วงการพระบ้านเรามีมาตรฐานน่าเชื่อถือ ทุกภาคส่วนในสังคมตอบรับกันดีมาก สมเจตนารมณ์ของคุณพ่อที่จัดตั้งและจดทะเบียน สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทยขึ้นมา ตอนนั้นยังเป็นยุคแรก ๆ เดี๋ยวนี้เป็นยุค คุณพยัพ คำพันธุ์ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ยิ่งรุ่งเรืองกว่าเดิม เพราะมีการบริหารจัดการที่ชัดเจนและมีบทบาทสำคัญต่อการจรรโลงศิลปะ วัฒนธรรมของชาติให้เคียงคู่สังคมไทยตลอดไป สังเกตได้จากมีนักธุรกิจใหญ่ ๆ หลายท่าน เช่น คุณวิชัย รักศรีอักษร เข้ามากว้านเช่าพระหลัก ๆ ด้วยวงเงินนับพันล้านบาท สร้างสีสันให้วงการ ยิ่งทำให้อนาคตพระเครื่องพระบูชาไทยคงไม่หยุดนิ่งหรือแค่นิยมเล่นกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่จะแพร่หลายไปสู่คนทุกชนชั้นและทุกระดับในสังคมมากขึ้นทุกที สมดั่งคำว่า “อมตพระเครื่อง” หรือ  “พระเครื่องไม่มีวันตาย” นั่นเอง.

บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 12:14:56 PM »


ชีวิตยิ่งกว่านิยาย "แมว ทุ่งสง" เซียนสายใต้ รอดตาย-ปลดหนี้ด้วยบารมีจตุคามรามเทพ



ในแวดวงคนนิยมพระและศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีหนุ่มใหญ่นิสัยดีคนหนึ่ง ซึ่งชีวิตของเขา หากเปรียบกับคำนิยามว่า “แมวเก้าชีวิต” ดูจะสอดคล้องกับ พงษ์ภักดี พัฒนกุล หรือ แมว ทุ่งสง ได้เป็นอย่างดี
   
วันนี้เขาคือ “เซียน” ระดับแถวหน้า  คนหนึ่งแห่งวงการพระเครื่องเมืองไทย ในฐานะประธานกรรมการบริหาร ภาคใต้ เขต ๒ ของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ด้วยสายตาอันเฉียบคมและเชี่ยวชาญพระเครื่องสายใต้ทุกประเภท ไม่ว่าจะมีการประกวด “พระสวย-พระแท้” ที่ใด ย่อมไม่พลาดที่จะมีชื่อของเขาเป็นกรรมการตัดสินชี้ขาดทุกครั้ง

   
“ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ขนาดเป็นหนี้ท่วมหัวหลายสิบล้าน กิจการมีปัญหา แต่เหลือเชื่อ เพราะบารมีองค์พ่อจตุคามรามเทพทำให้ใช้หนี้ได้หมด ผมก็เลยเข้าวงการพระ ช่วยงานป๋ายัพ-คุณพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคม พระเครื่องพระบูชาไทย ตั้งใจเผยแพร่ความ ศักดิ์สิทธิ์องค์พ่อให้แผ่ไพศาลไปทุกสารทิศ” พี่แมว เปิดอกคุย
   
“เดิมครอบครัวผมมีโรงโม่หินที่นครศรีธรรมราช คลุกคลีกับพระเครื่องตั้งแต่เด็ก ๆ คุณพ่อชอบสะสมพระ ส่วนใหญ่เป็นพระเครื่องสายใต้ พอคุณพ่อเสียก็ช่วยดูแลกิจการครอบครัว ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ธุรกิจประสบปัญหาหนัก ตอนนั้นเครียดจัด แต่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนให้ชีวิตเข้ามาในวงการ มาเปิดร้านทักษิณาศิลป์ชั้น ๓ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน”
   
“ส่วนตัวผมนั้นศรัทธาองค์พ่อจตุคามรามเทพ เชื่อว่าท่านช่วยเหลือยามเดือดร้อน ทุกครั้งมีปัญหาหลับตาตั้งจิตอธิษฐานขอพึ่งพาบารมีองค์พ่อ ก็ผ่านพ้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปได้ ช่วยให้ผมรอดตายก็หลายหน”
   
“ช่วงจตุคามรามเทพแรงสุด ๆ เศรษฐกิจในนครศรีธรรมราชคึกคักมาก คนขี่จักรยานยนต์รับจ้างมีรายได้วันละ ๑-๒ หมื่นบาท พ่อค้าแม่ค้ามีเงินเข้ากระเป๋าวันละ ๓-๔ พันบาท ผมเคยแนะนำให้จัดระเบียบการสร้างให้เป็นมาตรฐาน ไม่ไช่ปล่อยเสรี ใครอยากทำก็ทำ สุดท้ายมันก็พังทั้งระบบ แต่ผมเชื่อวันนี้ความศรัทธาองค์พ่อยังอยู่ คนที่นับถือท่านจริง ๆ ยังอยู่ ที่หายไปคือพวกหวังผลประโยชน์จากองค์พ่อ”
   
เมื่อพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในดวงใจ พี่แมว โชว์เหรียญเศียรหลักเมือง ปี ๒๕๓๐ เนื้อทองแดง (เหรียญแสตมป์) เหรียญปั๊มจตุคามรามเทพรุ่น “ทรัพย์เทวา” พระพิมพ์นาคปรกเนื้อดิน กรุวัดนางตรา พระพุทธชินราช พิมพ์ใหญ่กรุวัดท่าเรือ พระยืนปางห้ามสมุทร กรุวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นคร ศรีธรรมราช ทุกองค์สวยและน่าบูชา
   
พี่แมว สะท้อนมุมมองในวงการพระเครื่องว่า “วงการพระเครื่องก็เหมือนทุก ๆ วงการ มีคนดีและไม่ดี ถ้าคุณอยากเก่ง อันดับแรกจะต้องมีสติ ต้องหาคนดีให้เจอ หาครูอาจารย์และผู้รู้คอย  แนะนำ ต้องมีคุณธรรมประจำใจ เช่าพระซื้อพระจากใคร หมั่นเช็กหมั่นตรวจสอบ เดี๋ยวนี้มีงานประกวดเยอะแยะและสมาคมฯก็ให้การสนับสนุน ชอบประเภทไหนก็ส่องก็ศึกษาให้ทะลุปรุโปร่ง วันนี้ผมกล้าการันตีพระทุกองค์ที่ผ่านมือผมแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เน้นสายใต้เป็นหลัก เพราะผมเล่นแต่ที่รู้จริง ไม่ถนัดไม่ยุ่งเลย”
   
เคล็ดลับที่สำคัญควรนึกเสมอว่า “สิ่งที่รู้แล้ว คือความรู้ สิ่งที่ไม่รู้ ไม่ใช่ความรู้ การเล่นพระจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา”
   
ก่อนอำลา พี่แมว ฝากด้วยว่า ตอนนี้ผู้ศรัทธาและคณะศิษย์ร่วมกันสร้างวัตถุมงคล   “เหรียญที่ระลึกฉลองอายุ ๗๙ ปี” พระครูสุภัทรธรรมาภิรม (พ่อท่านหลบ) เจ้าอาวาสวัดราษฎร์เจริญ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ในโอกาสอายุครบ ๗๙ ปี เป็นเหรียญปั๊มสวยงาม ท่านเมตตาปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส รายได้ทั้งหมดถวายพัฒนาวัดราษฎร์เจริญและชุมชนบนเกาะพะงัน.


เดลินิวส์

บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:06:09 PM »


บุกพันธ์ทิพย์"เกีี๊ยก ทสีทรัพย์"
               

ในแวดวง “เซียนดัง-เซียนใหญ่” ระดับแถวหน้าเมืองไทย หนุ่มใหญ่นาม สมชัย จงทวีทรัพย์ หรือ เกี๊ยก ทวีทรัพย์ จัดว่าไม่เป็นรองใคร ชื่อชั้นของเขาติดอันดับต้น ๆ ในวงการพระเครื่อง ได้รับการเชื่อถือในสายตาอันเฉียบคม แค่มอง   “ไม่ต้องส่อง” ก็ฟันธงได้เลยว่า “แท้-เก๊”
   
“บ้านเดิมผมอยู่ จ.อ่างทอง เข้ากรุง เทพฯ เรียนจบจากวิมลพาณิชยการ ชั้น ปวช. ทำงานมาเยอะ ทั้งเซลส์แมน ช่างไฟฟ้า ก่อนก้าวเข้ามาวงการพระเครื่องประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๖ เกิดแรงบันดาลใจจากรับงานใส่ตลับพระ จนมีโอกาสร่วมงานกับ เจ๊ติ๋ม ท่าพระจันทร์ ด้วยความที่เห็นพระบ่อย ๆ ต้องวัดขนาดทำตลับพระทุกประเภท มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้และต้องศึกษาจนซึมซับโดยเราไม่รู้ตัว” เกี๊ยก ทวีทรัพย์ รำลึกความหลังครั้งวัยหนุ่ม
   
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานและเห็น “พระแท้-พระสวย” มาก มีส่วนสำคัญให้เขาผงาดเป็นผู้เชี่ยวชาญ พระรูปหล่อ พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ยอดนิยม ทุกครั้งที่มีงานประกวดหรืองานอนุรักษ์พระเครื่องประเภท “งานใหญ่” ที่สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทยสนับสนุน มักไม่พลาดชื่อ เกี๊ยก ทวีทรัพย์ อยู่ด้วยตลอด
   
วันนี้ เกี๊ยก ทวีทรัพย์ และครอบครัวเปิดร้านบนชั้น ๓ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน โดยมีร้านรับใส่ตลับพระ “เจ๊เล็ก ทวีทรัพย์” โดยมีภรรยาทำหน้าที่บริหาร ส่วน เกี๊ยก และลูกชายดูแล “ศูนย์พระเครื่องทวีทรัพย์” รับเช่า-ให้เช่าพระเครื่องและวัตถุมงคลทุกชนิด ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมสมาชิกในชมรมพระเครื่องทวีทรัพย์ในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เป็นแหล่งผลิต “เซียนพระรุ่นใหม่” ผงาดสู่วงการไปแล้วหลายคน
   
“คนสำคัญในชีวิตผมคือ อาจารย์หนู-นิรันตร์ แดงวิจิตร ลูกศิษย์และคนใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราชฯ (แพ) วัดสุทัศนเทพวรารามราช วรวิหาร ถือว่าเป็นปรมาจารย์ตัวจริงเลย ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว ไม่ว่าจะเป็น คุณเป้งย้ง ตลาดพลู คุณเล็ก รูปหล่อ คุณเล็ก รถไฟ ล้วนเคยได้รับการถ่ายทอดความรู้การดูพระจากอาจารย์หนู ทั้งนั้น ก็เป็นเรื่องแปลกที่เซียนสายพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ มักจะรู้จักคุ้นเคยอาจารย์หนูทุกคน ทุกวันนี้ผมมีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ๆ ไม่เดือดร้อน”

   
ถามถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศรัทธา เฮียเกี๊ยก ควัก “พระสวย” ออกจากรังมาให้ชมอย่างจุใจ ล้วนสวยทุกองค์ ทั้ง รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์ขี้ตา ๔ ชาย รูปหล่อหลวงพ่อเดิม พิมพ์ฐานสูง วัดหนองหลวง รูปหล่อหลวงปู่เขียว หรือพ่อท่านเขียว วัดหรงบล รุ่นแรก เหรียญหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ รุ่นฉลองอายุ ๘๐ ปี หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ประภามลฑล เนื้อทองแดง เหรียญพระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง) วัดจุฬามณี พิมพ์ใบมะนาว ล็อกเกตพ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ ปี ๒๔๘๗ พระกริ่งนวโล เจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ และที่แขวนติดตัวคือ พระปิดตาน้ำนมควายพ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ ก่อนย้ำ “ทุกองค์ผมเก็บไว้บูชาเอง ไม่เคยคิดให้ใครเช่าเด็ดขาด”
   
เกี๊ยก ทวีทรัพย์ ฝากข้อคิดถึงนักนิยมพระรุ่นใหม่ ๆ ด้วยว่า “หากใครคิดจะเข้าวงการ ต้องค้นหาตัวเองให้เจอก่อนว่าชอบพระประเภทไหน พระกริ่ง พระเนื้อดิน พระเนื้อชิน พระเนื้อผง เครื่องรางของขลัง พระปิดตา ถามใจตัวเองให้แน่ใจแล้วค่อยขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ ที่สำคัญคุณควรมีเทรนเนอร์หรือที่ปรึกษาคอยแนะนำ จะต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม รู้ลึกรู้จริง สามารถชี้แนะแนวทางการสะสมพระได้ถูกต้อง ไม่หลงทาง ควรเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ฟังข้อมูลแล้วนำมาใช้พัฒนาตัวเอง รวมทั้งหมั่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่น”
   
เหนือสิ่งอื่นใดการสะสมพระ บูชาพระ อยากให้ทุกคนยึดเป็นเพียงเครื่องเตือนใจ เป็นพุทธานุสติ ให้เกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อสิ่งไม่ดี ไม่ใช่คล้องพระแล้วไปทำไม่ดีทำชั่ว ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: